http://downmerng.blogspot.com http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302# ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553 http://www.112victims.org/ http://www.thaifreenews.org/ http://chirpcity.com/bangkok/3 http://www.radaroo.com/ http://factsforthais.blogspot.com/2009/05/7.html https://hotspotshield.com, https://redpower-sm-germany.com, https://konthaiuk.com,https://nonlaw.7forum.net https://www.redshirtinternational.org,

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

221 ปีปฏิวัติฝรั่งเศส บทเรียนสำหรับไทย

221 ปีปฏิวัติฝรั่งเศส บทเรียนสำหรับไทย


'เกิดขบถขึ้นรึ?'พระเจ้าหลุยส์ที่16ทรงถาม...'หามิได้พระเจ้าค่ะ มันคือการปฏิวัติ'มหาดเล็กตอบ
โดย Pegasus


สรุป แล้วการปฏิวัติฝรั่งเศสตั้งแต่ ๑๗๘๙-๑๘๗๕ ใช้เวลาทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ในการยกเลิกระบอบกษัตริย์โดยสิ้นเชิงใช้เวลา ทั้งหมด ๘๖ ปี และการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส เกิดจากกลุ่มนิยมสถาบันกษัตริย์อย่างบ้าคลั่งที่แอบอิง และอาศัยประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง ไม่ใช่จากประชาชนหรือใครอื่นใดเลย ..ที่สำคัญคือเหตุการณ์ต่างๆช่างคล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบัน


*หมายเหตุผู้เขียน:ที่ มาของเนื้อหาได้มาจากหลายแหล่ง ขออภัยที่ไม่สามารถระบุได้ครบถ้วนในคราวนี้ เป็นเพียงต้องการลำดับเรื่องเพื่อความเข้าใจในภาพสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่อาจมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศไทยคล้ายคลึงกัน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆได้พัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน เพียงแต่ตัวละครจะเปลี่ยนจากระบอบกษัตริย์ เป็นระบอบอำมาตย์เท่านั้น จะเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรอยู่ที่ท่านผู้อ่านแต่ละท่านจะนำไปคิดไตร่ตรอง ต่อไป ประการสำคัญคือเมื่อประชาชนเหลืออด การนำด้วยกลุ่มหัวรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ฝ่ายเป็นกลางก็จะถูกขจัดไปในที่สุด การหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นี้คงอยู่ที่ฝ่ายอำมาตย์เท่านั้นที่หากมีโอกาสอ่าน เอกสารนี้ขอให้คิดใหม่ และยุติปัญหาต่างๆเสียเมื่อยังทำได้

การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 มีผลต่อยุโรปโดยรวมอย่างมาก เพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศมหาอำนาจของยุโรปในขณะนั้น (การปฏิวัติฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่ามนุษย์พร้อมที่จะกำหนดชะตาชีวิตและแสวงหา ความสุขของตนเองได้ด้วยการได้มาซึ่งเสรีภาพ และด้วยเสรีภาพนี้เองมนุษย์จะสร้างชุมชนที่อยู่ด้วยกันได้โดยสงบสุข สันติและเจริญรุ่งเรืองโดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจพิเศษจากสวรรค์หรือตัวแทนจาก สวรรค์ใดๆ...Pegasus)


พระเจ้าหลุยส์ที่16

สาเหตุของการปฏิวัติ

1. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การที่ฝรั่งเศสพัวพันกับการทำสงครามหลายครั้งตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาจนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็แพ้สงคราม 7 ปีกับอังกฤษในอเมริกา และต่อมาสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ส่งกองทัพไปแก้แค้นอังกฤษด้วยการส่งกองทัพไปช่วยชาวอเมริกันประกาศอิสรภาพ แต่ก็ทำให้เป็นหนี้จำนวนมหาศาล

ฝรั่งเศสกู้เงินเป็นจำนวนมากมาช่วย ชาวอาณานิคมอเมริกันทำสงครามต่อต้านอังกฤษ ทำให้ประชาชนชาวฝรั่งเศสมีแต่ความยากจนและหิวโหยไปทั่ว ในขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไม่รู้สึกพระองค์ว่าพร้อมในการปกครองแม้ว่าจะได้รับการศึกษามาอย่างดีเนื่อง จากมีพระชนม์เพียง 20 ชันษา

(ดูการกู้เงิน การล้มละลายของระบบเศรษฐกิจ และ ความไร้เดียงสาของผู้บริหารประเทศแล้วคล้ายคลึงกัน...Pegasus)


พระนางมารีอังตัวเน็ตต์

2. สถานการณ์ทางสังคมและการเมือง ใน ปีหนึ่งเกิดการเสียหายในผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะ อย่างยิ่งขนมปังที่เป็นอาหารหลักของชาวฝรั่งเศส ในขณะที่ในพระราชวังยังคงมีความหรูหราฟุ่มเฟือยกันอยู่

จนมีผู้ เสนอฎีกากล่าวหาว่า ความฟุ่มเฟือยของราชสำนักเป็นสาเหตุของความยากจนของประชาชนโดยมีการกล่าวว่า อาหารในวังเพียงหนึ่งวันก็สามารถเลี้ยงประชาชนได้เป็นพันคน

โรแบสปิแอร์

ผู้อยู่เบื้องหลังฎีกาฉบับนี้คือ แมกซิมิลเลียน โรแบสปิแอร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศสต่อไป

ส่วน พระเจ้าหลุยส์ฯได้รับคำแนะนำที่ผิดให้สร้างฐานะความเข้มแข็งของฝรั่งเศสด้วย การขึ้นภาษีกับฐานันดรที่ 3 ได้แก่ประชาชนโดยที่ ฐานันดรอื่นไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย

นอกจากความโกรธแค้นนี้แล้ว ธรรมชาติก็ได้ลงโทษชาวฝรั่งเศสเหมือนจะเร่งให้เกิดการปฏิวัติเร็วขึ้นด้วย การทำให้เกิดฤดูหนาวยาวนานผิดปกติตามมาเป็นเหมือนเหตุร้ายต่อประเทศฝรั่งเศส

ต่อมาฤดูร้อน ค.ศ.1788 เกิดความแห้งแล้งขาดแคลนอาหารมากขึ้นอีก ขนมปังจึงมีราคาสูงขึ้นทำให้เกิดการกักตุนอาหาร คนต้องใช้รายได้ทั้งเดือนมาหาซื้อขนมปังในวันเดียว ทำให้เกิดจลาจลขึ้นทั่วไปเพื่อปล้นขนมปัง

ด้วยความจำเป็นฝรั่งเศสจึงได้จ้างรัฐมนตรีการคลังที่มีความสามารถมาบริหารกระทรวงการคลังชื่อว่าจ้าค เนกเกอร์

ตลอด ปี 1789 เนกเกอร์กล่าวว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องหาขนมปังและข้าวสาลีมาให้ ประชาชนให้เพียงพอ ดังนั้นจึงได้เสนอให้มีการเรียกประชุมสภาฐานันดรเป็นครั้งแรกในรอบ 175 ปี ในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 ณ พระราชวังแวร์ซายส์

เนกเกอร์เสนอ ให้เก็บภาษีที่ดินจากพลเมืองทุกคน แต่ถูกฐานันดรที่ 1(พระ) และฐานันดรที่ 2 (ขุนนางทั่วไป) ต่อต้าน ฐานันดรที่ 3 (ประชาชนทั่วไปร้อยละ97 แต่มีจำนวนสมาชิกเพียงหนึ่งในสาม) จึงเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนผู้แทนของตนขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อจะได้มีจำนวนเท่า กับผู้แทนฐานันดรที่ 1 และ 2 รวมกัน

ในครั้งนั้นโรแบสปิแอร์ได้นำ เหล่าฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้พระและขุนนางจ่ายภาษี พระเจ้าหลุยส์ฯรู้สึกว่าถูกคุกคามจากฐานันดรที่ 3หัวรุนแรง

สภา ฐานันดรแห่งชาติเปิดประชุมในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 แต่ละฐานันดรถูกจัดให้แยกกันประชุม ฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้เปิดประชุมร่วมกัน แต่พอไปถึงพบประตูปิด เลยออกไปประกาศตนเป็นสมัชชาแห่งชาติ

ในวันที่ 20 มิ.ย. สมัชชาแห่งชาติได้จัดประชุมขึ้นบริเวณสนามเทนนิส (ที่จริงเป็นสนามแฮนด์บอลล์) ของพระราชวังแวร์ซายส์ และเรียกร้องว่าจะไม่หยุดประชุมกันจนกว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประกาศตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาชนฝรั่งเศสที่แท้จริงและเริ่มเห็น โอกาสที่จะท้าทายกษัตริย์ฝรั่งเศสได้แล้วในขณะนั้น แม้ว่าความเป็นจริงจะไม่ง่ายอย่างนั้น

เพราะในที่สุดตัวแทนเหล่านี้ก็ถูกทหารปราบปรามและกำจัดในที่สุด

(ปัญหา ความอดอยาก การตกงาน ความแตกต่างทางชนชั้น หรือการครองชีพได้ปรากฏชัดขึ้นทุกขณะในสังคมไทย ฝ่ายที่มีเส้นครอบครองเศรษฐกิจสำคัญๆและผูกขาดไว้จำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประชาชนยากจน เจ็บป่วยและพอใจให้ไร้การศึกษาเพื่อให้ยอมอยู่ใต้การปกครองตลอดไป ...Pegasus)


ดันตอง

3. พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีความผิดปกติทางสรีระบางประการทำให้ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับพระนางมารี อังตัวเนตได้ ก่อ ให้เกิดข่าวลือและการเหยียดหยามตลอดจนการว่าร้ายความฟอนเฟะในราชสำนักอย่าง แพร่หลาย แม้ว่าในภายหลังพระเจ้าหลุยส์ฯจะทรงได้รับการรักษาและทรงมีรัชทายาทได้แต่ ความเสียหายได้กระจายไปจนทั่วแล้ว

(ระบอบอำมาตย์ของไทยและบริวารทั้งที่เป็นข้าราชการและนักการเมืองก็มีเรื่องให้เป็นข่าวลือมากมายสุดที่จะบรรยาย...Pegasus)


4. ความแพร่หลายของความคิดใหม่ในศตวรรษที่ 18 ที่ถือกันว่าเป็นยุคแห่งความรอบรู้และเหตุผล ซึ่งกระแสความคิดเช่นนี้เองท้าทายความเชื่อเดิมเรื่องอำนาจของศาสนจักรและกษัตริย์

จิต ใจของประชาชนเอนเอียงออกจากฐานันดรของฝ่ายปกครองมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบคิดทางวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าหาเหตุผลด้วยตัวเองและไม่ เชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นบอกเล่าเสมอไป

ประเพณีเดิมที่ส่งเสริมให้ เชื่อศาสนจักรและกษัตริย์จึงเริ่มถูกท้าทายขึ้นเรื่อยๆในความคิดของคนทั่วไป สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่เริ่มต้นจากความคิดนั่นเอง

การ ที่ทุกคนมีเหตุผลได้ การเรียกร้องความเท่าเทียมกัน การไม่เชื่อ ไม่นับถือสถานะพิเศษใดๆ จึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติขึ้นจริงๆ และกลายเป็นอันตรายต่ออภิสิทธิชนในที่สุด

เพราะประชาชนเชื่อเสียแล้วว่ามนุษย์เกิดมาไม่แตกต่างกัน แนวความคิดของวอลแตร์ มองเตสกิเออร์ และสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกันซึ่งอยู่ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา กระตุ้นให้ชาวยุโรปตื่นตัวในเรื่องเสรีภาพ มาควิส เดอ ลา ฟาแยตต์นำความนิยมในระบอบประชาธิปไตยจากการประกาศอิสรภาพอเมริกันมาเผยแพร่

มองเตสกิเออร์

{ มองเตสกิเออร์(1689-1755) เจ้า ของแนวคิด การแบ่งและคานอำนาจระหว่าง นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ เพื่อมิให้ฝ่ายใดมีอำนาจกดขี่ได้ อำนาจทั้งสามไม่ควรอยู่ในมือคนๆเดียวหรือคณะเดียวแต่เป็นการถ่วงดุลระหว่าง กษัตริย์ ขุนนางและประชาชนโดย มองเตสกิเออร์เห็นว่าขุนนางควรมีอำนาจออกและยับยั้งกฎหมายร่วมกับสภาจาก ประชาชน รวมถึงการกำหนดงบประมาณแต่ไม่ควรเข้ามาทำงานด้านอำนาจบริหาร ส่วนกษัตริย์ไม่มีอำนาจออกกฎหมายมีแต่อำนาจยับยั้ง แต่สภาก็ยังตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจบริหารเป็นอย่างไร กล่าวหาและเอาผิดที่ปรึกษาของกษัตริย์และเสนาบดีในฐานะฝ่ายบริหารแทน กษัตริย์ได้

(แนวคิดนี้สหรัฐอเมริกาได้นำไปใช้มากเรียกว่าระบบถ่วงดุลอำนาจ...Pegasus)


ใน ส่วนของเสรีภาพนั้นเห็นว่าเสรีภาพคือการที่จะทำในสิ่งที่ต้องการและไม่ บังคับให้กระทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ จะต้องมีกฎหมายมาเป็นคนกลางกำหนดว่า ประชาชนควรทำหรือไม่ควรทำอะไร เพื่อมิให้เสรีภาพของคนหนึ่งไปรบกวนเสรีภาพของคนอื่น และระบบกฎหมายนี้จะไม่เกิดกับระบอบทรราชที่ใช้กำลังอำนาจทำให้ประชาชนหวาด กลัว

(แนวคิดนี้สหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรปถือว่า มนุษย์มีเสรีภาพจะทำอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่ไม่ไปรบกวนเสรีภาพของผู้อื่น รัฐจะเข้ามายุ่งกับประชาชนให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น...Pegasus)


วอลแตร์

วอลแตร์ (1694-1778) เป็นนักเหตุผลนิยม และใช้วิทยาศาสตร์ในการวิจารณ์ประวัติศาสตร์ ชักชวนให้ประชาชนใช้หลักเหตุผลในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆดังตัวอย่าง จดหมายจากอังกฤษ ดังนี้ จดหมายจากอังกฤษ (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จดหมายปรัชญา) ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกที่สร้างชื่อให้วอลแตร์นั้น เขียนในรูปจดหมายสมมุติ ๒๕ ฉบับ เนื้อหาเล่าถึงสังคมอังกฤษผ่านสายตาของผู้เขียน โดยที่วอลแตร์ใช้สังคมดังกล่าว เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดเปรียบเทียบกับสังคมฝรั่งเศส จึงเป็นธรรมดาที่ดินแดนอังกฤษ ตามบทพรรณนาในจดหมาย จะเลอเลิศไปด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา ความสมดุลของอำนาจทางการเมือง สภาพปลอดอภิสิทธิในที่ดิน ความเสมอภาคในการเสียภาษี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนตรงกันข้ามกับสภาวะที่เป็นอยู่ในฝรั่งเศส (และแน่นอนว่า ผู้เขียนจดหมายย่อมมองข้ามข้อบกพร่องทั้งหลาย ของสังคมอังกฤษ เพื่อขับเน้นแต่ด้านที่เป็นอุดมคติ) วอลแตร์ได้สอดแทรกการโจมตีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ในระบอบศักดินาเอาไว้ไม่น้อย เราลองมาฟังตัวอย่างคารมของเขาดังต่อไปนี้

"สามัญชนอันเป็นคนจำนวนมากที่สุด มีคุณธรรมที่สุด และควรแก่การเคารพยกย่องที่สุด อันประกอบไปด้วยผู้ศึกษากฎหมาย และวิทยาศาสตร์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และชาวนา ผู้ประกอบอาชีพอันสูงส่งแต่ไร้เกียรติ สามัญชนเหล่านี้ เคยได้รับการเหยียดหยามจากเจ้า และพระราวกับว่าเป็นสัตว์ (...) ต้องใช้เวลานับเป็นศตวรรษทีเดียว ที่จะสร้างความยุติธรรมให้แก่มนุษยชาติ ในอันที่จะทำให้ประจักษ์ว่า เป็นความสยดสยองยิ่ง ที่คนส่วนใหญ่เป็นผู้หว่านไถ แต่คนส่วนน้อย เป็นผู้ชุบมือเปิบเอาพืชผลนั้นไป" }

(สังคมไทยปัจจุบัน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมากมาย แสวงหาข้อมูลและเหตุผลต่างๆอย่างเอาเป็นเอาตาย เกิดโรคตาสว่างระบาดโดยทั่วไป มีการค้นคว้าหาคำตอบจากอินเตอร์เนท การสื่อสารทางเลือก ดาวเทียม วิทยุชุมชนและจากการพบปะพูดคุยอย่างกว้างขวางและทุกหนทุกแห่ง ประชาชนไม่ยอมเชื่อฟังผู้ที่อ้างว่าตนเองมีคุณธรรมหรือมีบุญแบบพระและ กษัตริย์ในยุโรปอีกต่อไป...Pegasus)


มองเตสกิเออร์และวอลแตร์ เป็นสองผู้มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก จากแนวคิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเรียกร้องสิทธิของพลเมืองและการปฏิวัติตาม มา

(แนวความคิดของ จอห์น ล๊อค ว่าด้วยเรื่อง ชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สินและ จัง จาค รุสโซ ว่าด้วยสัญญาประชาคมก็มีความสำคัญไม่น้อย...Pegasus)


การปะทะกันเริ่มในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1789 หลังจากตัวแทนฐานันดรที่ 3 ได้เริ่มการปฏิวัติในที่ประชุมสภาฐานันดรแล้ว พระเจ้าหลุยส์ฯได้ส่งทหารจำนวน 3 หมื่นนายมาล้อมกรุงปารีสและไล่รัฐมนตรี จ้าค เนกเกอร์ออก

(ของไทยกองกำลังทหารในแต่ละกองทัพ คำนวณจากแถลงการณ์ว่ามีขั้นต้น 33 กองร้อย รวมแล้วจึงควรมีกำลัง 100 กองร้อยๆละ ไม่เกิน 150 คนรวมเป็นกำลังติดอาวุธ 15,000 คน แต่อาวุธทันสมัยกว่าสมัยฝรั่งเศสมาก แต่ประชาชนที่จะแปรสภาพเป็นมวลชนของไทยมีมหาศาลกว่ามาก...Pegasus)


ข่าวลือเรื่องกษัตริย์จะใช้กำลังทหารสลายการประชุมสมัชชาแห่งชาติก็ทำให้ เกิดความโกลาหล เฉพาะในหมู่ชาวปารีสหัวรุนแรง ที่เรียกว่าพวกซองกูลอต (sans-culottes) ได้มีการปล้นปืนมาได้จำนวน 28,000 กระบอก แต่ขาดดินปืน

ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 จึงยกขบวนประมาณ 800 คนไปที่คุกบาสตีย์ (Bastille) ซึ่งใช้เป็นที่ขังนักโทษการเมือง เหตุการณ์การทลายคุกบาสตีย์ (Fall of the Bastille) นี้ซึ่งต่อมาถือเป็นวันเริ่มต้นเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นวันชาติ ฝรั่งเศสในปัจจุบัน พร้อมกับธงไตรรงค์คือสีแดง น้ำเงิน และขาว เข้าฆ่าทหารในคุกด้วยมีดและหอก และนำหัวของผู้คุมคุกมาเสียบประจานบนหอก

ความ รุนแรงนี้สมาชิกสภาฐานันดรที่ 3ที่เรียกว่าสมัชชาแห่งชาติไม่ได้ห้ามปราม แต่ได้ให้การสนับสนุนและการเพิกเฉยนี้จะทำให้เกิดผลตามมาอีกมากมายในภายหลัง

ในวันเดียวกันนั้นพระเจ้าหลุยส์ฯเสด็จกลับมาจากการล่าสัตว์ มหาดเล็กได้ไปกราบทูลว่าเกิดเหตุที่คุกบาสตีย์
พระองค์ถามว่ามีกบฏใช่ไหม แต่มหาดเล็กทูลตอบว่าไม่ใช่ มันคือการปฏิวัติ


การ บุกคุกบาสตีย์ ทำให้การปฏิวัติไม่มีการหันหลังกลับ แต่เป็นการปลดปล่อยประชาชนออกจากอดีตและเป็นการโค่นล้มทรราช ประชาชนทำการพังคุกนี้ด้วยมือเปล่า ขนหินแต่ละก้อนออกมาเพื่อทำลายสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ทั้งมวล

(ความสยดสยองเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในไทย หากฝ่ายอำมาตย์ยอมรามือ...Pegasus)


หลังจากนั้นไม่กี่วัน ได้มีกฎหมายชื่อว่า คำประกาศแห่งสิทธิของมวลมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ข้อที่เป็นอุดการณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศส คือ เสรีภาพ (liberty) เสมอภาค (equality) และภราดรภาพ (fraternity)

เพื่อ ยกเลิกการมีชนชั้นลง ประกาศนี้ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งชาติ และไม่มีการกล่าวถึงระบอบกษัตริย์อีก เท่ากับว่าสมัชชาแห่งชาติได้ยึดอำนาจไว้กับกลุ่มของตนได้ ประกาศดังกล่าวย้ำข้อเรียกร้องฐานันดรที่ 3 เช่น มนุษย์เกิดมาเป็นอิสระ และมีสิทธิเท่าเทียมกัน การจับกุมกล่าวหาและหน่วงเหนี่ยวบุคคลใดๆจะกระทำได้เฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด และทุกคนต้องเสียภาษีตามสัดส่วนของรายได้ที่ได้รับ ชาวฝรั่งเศสต้องการให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีการปกครองที่มีเหตุผล และมนุษย์มีเสรีภาพโดยเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเสรีภาพของสื่อมวลชนที่ถูกปิดปากมาโดยตลอด

(เป็นความหวังของประชาชนไทยเมื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้เกิดขึ้น...Pegasus)


ขณะนั้นนายแพทย์ที่ผิดหวังกับสังคม มีชื่อว่า ฌัง ปอล มารา ซึ่ง ต่อมาได้ทำหนังสือพิมพ์และเป็นนักปลุกระดมอารมณ์ร้าย 5 ตุลาคม 1789 ทำให้ผู้หญิงแม่ค้าขายปลาที่แข็งแรงมากม าชุมนุมด้วยความโกรธแค้นว่า ขาดแคลนขนมปัง ขณะที่ในวังมีการจัดงานเลี้ยงจึงได้มาที่วังพร้อมปืนและหอก เพื่อถวายข้อเรียกร้องต่อพระราชา โดยมีคนมาล้อม 2 หมื่นคนเรียกร้องให้กษัตริย์กลับไปกรุงปารีส และเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ผู้หญิงก็บุกเข้ามาเพื่อปลงพระชนม์พระนาง มารี อังตัวเนต เมื่อพบทหารก็ฆ่านำมาเสียบปลายหอก 6 ตุลาคม 1789 ฝูงชนหกหมื่นคนเข้ามาบังคับให้พระราชาและพระราชินีกลับมากรุงปารีสเพื่อแก้ ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมกับหัวของเหล่าทหารราชองครักษ์และข้าราชบริพาร ตามด้วยรถของพระราชา พระราชินี และกลายเป็นนักโทษในปารีสอย่างสิ้นเชิง และมีการปล้นเอาข้าวสาลีจำนวนมากออกจากพระราชวังแวร์ซายร์


เพื่อรักษาความสงบทั้งในเมืองและชนบทระหว่างที่ 5-11 สิงหาคม 1789 สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติออกพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับรวมเรียกว่า"พระราชกฤษฎีกาเดือนสิงหาคม" (August Decrees) ระบุถึงการยกเลิกระบบฟิวดัล ศาลต่างๆ มีการปรับปรุงกฎหมายอาญาโดยใช้หลักมนุษยธรรมมากขึ้นด้วยการยกเลิกการทรมานและตัดอวัยวะ

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1792 รัฐเริ่มนำเครื่องกิโยติน(guillotine) มาใช้เป็นเครื่องประหารเพื่อให้สิ้นชีวิตโดยเร็วและเจ็บปวดน้อยที่สุด สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติต้องการให้คริสตจักรฝรั่งเศสพ้นจากการควบ คุมดูและของสำนักสันตะปาปาที่ปรุงโรม และประกาศใช้ พระราชบัญญัติธรรมนูญสงฆ์ในค.ศ. 1790 บังคับให้พระปฏิญาณว่าจะรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศ

(ใน ยุโรปศาสนาจักรเกี่ยวข้องกับการเมือง ของไทยก็เห็นชัดเจนว่าได้เกิดขึ้นแล้ว และจะเป็นสาเหตุสำคัญของการล่มสลายของศาสนาด้วยในที่สุด...Pegasus)


พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเป็นบุคคลที่ยึดมั่นในศาสนา จึงไม่สบายพระทัยที่ต้องยอมรับพระราชบัญญัติธรรมนูญสงฆ์ ทรงวางแผนเสด็จหนีในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1791 ด้วยการปลอมตัวเป็นคนใช้และหนีห่างจากปารีสไป 100 ไมล์เกือบจะถึงออสเตรียในอีกไม่กี่ไมล์ แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่จับได้เมื่อถึงเมืองวาแรน (Varennes) ก็ทรงถูกจับ และถูกส่งกลับกรุงปารีส เพราะไม่มีใครคอยช่วยอีกต่อไป และอำนาจของพระมหากษัตริย์ก็หมดไป โรแบสปิแอร์ได้เข้ามามีอำนาจแทน

(จะ เห็นได้ว่าในการปฏิวัติทุกแห่งฝ่ายหัวรุนแรงจะได้รับการยอมรับ และมักจะนำมาซึ่งความพินาศเสมอ ของไทยก็เริ่มปรากฏร่องรอยแล้ว...Pegasus)


ฝรั่งเศสประกาศสงครามต่อออสเตรียซึ่งมีจักรพรรดิเป็นพระเชษฐาของสมเด็จพระ ราชินีมารี อังตัวเนต ในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1792 ในเดือนต่อมาปรัสเซียจึงประกาศสงครามต่อฝรั่งเศส นับเป็นการเริ่มต้น สงครามการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolutionary Wars, ค.ศ. 1792 – 1799)

ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1792 ออสเตรีย-ปรัสเซียได้ออกแถลงการณ์บรันสวิก (Brunswick Manifesto) เพื่อขู่ฝรั่งเศสว่า ถ้ากษัตริย์ฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะอันตราย พันธมิตรจะโจมตีกรุงปารีสทันที

10 สิงหาคม ค.ศ. 1792 ฝูงชนจำนวนหนึ่งด้วยการถูกกระตุ้นดังกล่าว และกองกำลังป้องกันชาติแห่งกรุงปารีสได้พากันไปที่พระราชวังตุยเลอรี เกิดการปะทะกับทหารรับจ้างชาวสวิส มีผู้เสียชีวิต 800 คน ทหารรับจ้างชาวสวิสประมาณ 1,000 คน และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องเสด็จไปหลบภัยในสภาสมัชชาแห่งชาติ

แต่ระบอบกษัตริย์ได้จบสิ้น แล้วโดยพระเจ้าหลุยส์ฯได้ถูกถอดออกจากฐานันดรกษัตริย์อย่างเป็นทางการ ทหารรักษาพระองค์ที่เหลืออยู่ได้ถูกประหารด้วย กีโยตีนทั้งหมด พระราชวงศ์ถูกนำไปกักบริเวณที่เรือนจำเทมเปิล (Temple)

สภากงวองซิงยง (Convention) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปิดประชุมครั้งแรกวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1792 และในวันรุ่งขึ้นก็ประกาศล้มเลิกระบอบกษัตริย์ฝรั่งเศสจึงเข้าสู่สมัย สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 (First Republic of France) ชายฝรั่งเศสทุกคนที่อายุ 21 ปีขึ้นไปมีสิทธิออกเสียง

ในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1792 มีการพิจารณาไต่สวนความผิดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พวกซองกูลอตถือว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตจำนวนมากของชาวฝรั่งเศสที่พระราชวังตุยเลอรี พระเจ้าหลุยส์สที่ 16 จึงถูกประหารด้วยกิโยตีนเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 1793

(พวกจิโรแดงสายกลางไม่ต้องการให้ประหารชีวิตแพ้เสียงพวก จาโคแบงโดย โรแบส ปิแอร์ ฝ่ายหัวรุนแรง) และพระนางแมรี อังตัวเนทถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตีน 16 ตุลาคม 1793 ด้วยข้อหาเป็นชู้กับพระโอรสซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าเป็นความจริง)

สมัยแห่งความหวาดกลัว

สภากงวองซิยง (มี 12 ผู้ปกครอง) อ้างว่า สภาวะบ้านเมืองกำลังมีศึกทั้งภายนอกและภายใน จำต้องมีรัฐบาลปฎิวัติบริหารบ้านเมืองอย่างเฉียบขาด ซึ่งทำให้สังคมฝรั่งเศสปั่นป่วน และหวาดระแวงกันเองจนกลายเป็นช่วงเวลาของการมีชีวิตใน สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ระหว่างมี.ค 1793 ถึงก.ค. 1794 มีประชาชนถูกประหารด้วย กีโยตีนนับพันคน

ช่วงเวลาแห่งความน่าสะพรึงกลัวสูงสุด (Great Terror) ของสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นเมื่อมีการออกกฎหมายเดือนมิ.ย. 1794 ระบุว่าศัตรูของประชาชนจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลปฏิวัติแห่งกรุงปารีส และถูกพิพากษาตามความพอใจของคณะลูกขุนมากกว่าหลักฐานอื่นใด จำเลยจะไม่ได้รับสิทธิของคำปรึกษา แก้คดีและคำตัดสินก็มีเพียงให้ปล่อยตัวหรือให้ประหารเท่านั้น(นักโทษ นักโทษการเมือง พระ ชนชั้นสูง)

ภายใน 9 สัปดาห์ที่ใช้กฎหมายนี้จำนวนพลเมืองที่ถูกศาลปฏิวัติตัดสินประหารมีจำนวน 1,600 คนสตรีถูกข่มขืนอย่างทารุณ การกระทำนี้ถูกประณามไปทั่วยุโรป

ความตายของมารา

ต่อ มาเมื่อ ฝ่ายจิโรแดงซึ่งมีตัวแทนพื้นเพมาจากรากหญ้าชนบทเห็นว่าการปฏิวัติจะนำไปสู่ ความรุนแรงมากเกินไป นายแพทย์นักหนังสือพิมพ์หัวรุนแรงคือ ฌัง ปอล มารา ได้โจมตีฝ่ายจิโรแดงอย่างรุนแรง เนื่องจากอิทธิพลในการใช้สื่อนำให้มีการประหารด้วยกีโยตีนมาไม่น้อยกว่าสอง รัอยศพ แล้วยังต้องการให้มีการประหารต่อไปด้วยข้อหาภัยต่อการปฏิวัติ ชาลอตต์ กอเดย์ หญิงสาวชาวชนบทได้รับทราบข่าวว่า เป็นหนังสือพิมพ์ชี้นำให้ฆ่าคนไม่เลิก เธอได้มาที่ปารีสพร้อมรายชื่อที่อ้างว่าผู้ทรยศ มาราหลงเชื่อจึงถูก ชาลอตต์ฯ แทงเสียชีวิตในอ่างอาบน้ำ และกล่าวโทษว่าหนังสือพิมพ์นี้เป็นต้นเหตุของการฆ่าคนบริสุทธิ์

ในการพิจารณาคดี เธอไม่ยอมสำนึกผิด โดยอ้างว่าต้องการสันติภาพ แต่เธอกลับทำให้มารากลายเป็นนักบุญ และสันติภาพไม่เคยได้มาอีกเลย

ชน ชั้นกษัตริย์ยังถูกประหารต่อไป แม้สมาชิกในสมัชชาฯก็ถูกประหารชีวิตคนแล้วคนเล่าและเกิดกบฏต่อต้านการ ปฏิวัติและการโจมตีจากประเทศในยุโรป คณะปฏิวัติยกเลิกสิทธิของประชาชน มีตำรวจลับทั่วไปโดยใช้กฎหมายพิเศษเมื่อ 17 กันยายน 1793 ทำให้มีการประหารชีวิต การปิดปากสื่อ มีการปรักปรำ และศพเกลื่อนกลาด แม้แต่คำพูดที่ดูเป็นการวิจารณ์ใดๆก็ตาม

(กฎหมายความมั่นคง และกฎหมายหมิ่นฯของไทยน่าจะคล้ายคลึงกัน...Pegasus)


ด้วย ศาลคณะปฏิวัติ โดยคณะกรรมาธิการเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนจำนวน 12 คน (กงวองซิยง) ดังกล่าวมาแล้ว นำโดยโรแบสปิแอร์ ศาสนจักร รูปนักบุญถูกทำลายและแทนที่ด้วยรูปปั้นของมารา ปฏิทินยกเลิกปฏิทินของศาสนาคริสต์ และต่อต้านศาสนาคริสต์ มีการสังหารหมู่กบฏและพระนับร้อยคนด้วยวิธีการต่างๆ

นโปเลียน

ต่อมากองทัพฝรั่งเศสนำโดยนายทหารชื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต ขับไล่อังกฤษออกไปได้ ทำให้สงครามสงบลง 5 กุมภาพันธ์ 1794 โรเบสปิแอร์ได้กล่าวว่าความกลัวและความดีงามขาดกันและกันไม่ได้ ดังตอง เพื่อนของโรเบสปิแอร์ และคนสนิทผู้นำในการต่อสู้ป้องกันประเทศถูกจับกุมและถูกประหารเป็นพันคน

ดัง ตองก่อนตายกล่าวว่า เสียใจที่ไปก่อนโรเบสปิแอร์ หลังจากนั้น ในหน้าร้อนเมื่อ 11 มิถุนายน 1794 เริ่มการปราบปรามใหญ่มีการประหารเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณถึง เดือนละกว่า 800 ครั้งในปารีส

มิถุนายน 1794 ได้มีพิธีแห่งความดีเลิศด้วยการใช้เหตุผล ทำให้สมาชิกสมัชชาเริ่มคิดว่า โรเบสปิแอร์เสียสติ ในวันที่ 27 มิถุนายน โรเบสปีแอร์ ได้ปราศรัยถึงภัยคุกคามว่า มีรายชื่อศัตรูใหม่ของการปฏิวัติ โดยจะนำมาเปิดเผยในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นด้วยความกลัวว่าตัวเองจะมีชื่อ วันรุ่งขึ้น โรเบสปิแอร์จึงถูกจับ ในที่สุดแมกซิมิเลียน โรแบสปิแอร์ (Maximillen Robespierre) ผู้นำการปฏิวัติคนสำคัญถูกสภาประกาศให้เป็นบุคคลนอกกฎหมาย

หลังจาก พยายามฆ่าตัวตายจนบาดเจ็บสาหัส ต่อมาจึงถูกประหารด้วยเครื่องกิโยตินในวันที่ 28 ก.ค. 1794 ก็นับเป็นการสิ้นสุดสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว

หลังจากนั้นอีก 5 ปีอำนาจได้ตกมาสู่นโปเลียน โบนาปาร์ต การปฏิวัติจึงสิ้นสุดลง

(หวัง ว่าประเทศไทยคงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยจะระมัดระวังด้วยเสียงของมวลชนจำนวนมหาศาลไม่ยอมให้ฝ่าย ซ้ายหรือฝ่ายหัวรุนแรงหรือขวาปฏิกิริยาเผด็จการทำลายล้างกระบวนการ ประชาธิปไตยได้ ไทยก็จะได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และน่าชื่นชม ไม่ต้องเสียเวลาทอดยาวออกไปอีก...Pegasus)



เนื้อหาต่อไปปรับปรุงจากบทความของปิยบุตร แสงกนกกุล เรื่อง Ultra-royalisteกับการฟื้นฟูและล่มสลายของกษัตริย์ฝรั่งเศส โดยนำมาเสนอเฉพาะเหตุการณ์สำคัญเพื่อให้เห็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายขวาจัดนิยม เจ้ากับฝ่ายประชาธิปไตยที่ต้องมีต่อมาอีกยาวนาน

คณะราษฎร์ ปฏิวัติ พ.ศ.2475

Ultra-royaliste หรือที่ท่านปรีดี พนมยงค์ แปลว่า "ผู้เกินกว่าราชา" คือ กลุ่มการเมืองที่มีแนวคิดนิยมเจ้าอย่างสุดโต่งในฝรั่งเศสมุ่งหมายจะรื้อฟื้น สถาบันกษัตริย์กลับมาใหม่ ต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจมาก ทั้งในทางความเป็นจริงและในทางสัญลักษณ์ มุ่งให้อภิสิทธิ์แก่พวกขุนนางรายล้อมกษัตริย์ มองประชาชนเป็นเพียง "ข้าแผ่นดิน" (Sujet) มากกว่าเป็น "พลเมือง" (Citoyen) หลายกรณี พวก Ultra-royaliste เรียกร้องอำนาจและอภิสิทธิ์ให้กษัตริย์มากกว่าที่กษัตริย์ต้องการเสียอีก

(เสื้อเหลืองที่คุ้มคลั่งน่าจะจัดเป็นกลุ่มนี้ได้...Pegasus)


ภายหลังการล่มสลายของระบอบโบนาปาร์ต ฝรั่งเศสเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูกษัตริย์ หลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๑๘๑๕ ในยุคนี้ คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ กษัตริย์มีอำนาจการบริหารประเทศอย่างแท้จริงโดยทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีเอง มี ๒ สภา คือ สภาขุนนางมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ดำรงตำแหน่งตลอดชีพและสืบทอดตำแหน่ง ทางสายเลือด ส่วนสภาล่างมาจากการเลือกตั้งที่กำหนดให้เฉพาะผู้เสียภาษีมากๆเท่านั้นจึงจะ มีสิทธิเลือกตั้ง ประเมินกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนเพียง ๑ ใน ๒๐๐ ของประชาชนทั้งประเทศ

(สรุปคือชนชั้นนำ ชนชั้นสูงที่เป็นมิตรกับระบอบกษัตริย์ ของไทยก็คงเป็นกลุ่มข้าราชการเก่า หรือชนชั้นนำ ทุนผูกขาดต่างๆที่อิงแอบกับอำมาตย์ โดยสังเกตง่ายๆจากกลุ่มสนับสนุนเหลือง และต่อต้านการถวายฎีกา...Pegasus)


กลุ่ม Ultra-royaliste ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในยุค Restauration ผ่านทางสภานิติบัญญัติซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มการเมืองนิยมเจ้าทั้งสิ้น

(เปรียบเทียบเหมือนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2490-94 ที่ได้มีการยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญใหม่หมดมาจนปัจจุบัน...Pegasus)


กลุ่ม Ultra-royaliste ออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพทางการเมืองและปราบปรามขั้วตรงข้ามทางการเมืองของตน

(ใช่กฎหมายหมิ่นฯ กฎหมายขององค์กรอิสระหรือไม่...Pegasus)


โดยเฉพาะการออกมาตรการความน่าสะพรึงกลัวสีขาว หรือ "Terreur blanche" (สีขาวเป็นสีของกษัตริย์ฝรั่งเศส) เพื่อทำลายกลุ่มนิยมสาธารณรัฐ กลุ่มนิยมระบอบโบนาปาร์ต และกลุ่มนิยมนิกายโปรเตสแตนท์

(ของไทยก็คงเป็นความน่าสะพรึงกลัวสีเหลืองที่ทำผิดร้ายแรงได้โดยไม่ต้องกลัวกฎหมาย...Pegasus)


มาตรการ Terreur blanche นำมาซึ่งการลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม

(คาร์บอมบ์...Pegasus)


การปิดสื่อ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลและเรียกร้องให้กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้นภายใต้การ "อำนวยการ" ของกลุ่ม Ultra-royaliste

(การเมืองใหม่ทั้งระบบใช่เลยอย่าลืมว่าผู้นำเป็นนักประวัติศาสตร์...Pegasus)


๑ ปีผ่านไป หลุยส์ที่ ๑๘ จำเป็นต้องยุบสภาเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ผลจากความล้มเหลวของมาตรการ Terreur blanche ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste เสียที่นั่งในสภาให้กับกลุ่ม Royaliste libérale

(เปรียบเทียบได้กับไทยรักไทยเดิมหรือไม่...Pegasus)


เมื่อกลุ่ม Royaliste libérale เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็รีบยกเลิกมาตรการ Terreur blanche ทันที และเร่งรัดออกกฎหมายปฏิรูปหลายฉบับ ต่อมา ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๘๒๐ Duc de Berry หลานของหลุยส์ที่ ๑๘ ถูกลอบสังหารหน้าโรงละครโอเปร่า พวกนิยมเจ้าเชื่อว่าการลอบสังหารนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากนโยบายของกลุ่ม Royaliste libérale ที่เอียงไปทางเสรีนิยมมากเกินไป จนทำให้ผู้นิยมสาธารณรัฐมีโอกาสตีโต้กลับ

ผลพวงของการตายของ Duc de Berry ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาเป็นเสียงข้างมากในสภาอีกครั้ง และจัดการยกเลิกนโยบายเสรีนิยมทั้งหมด หันกลับไปออกกฎหมายเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์และกฎหมายจำกัดเสรีภาพของประชาชน กลุ่ม Ultra-royaliste ยังต้องการขจัดเสียงของกลุ่ม Royaliste libérale จึงออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียภาษีมากมีสิทธิเลือกตั้ง ๒ รอบ

(ของไทยคงใช้องค์กรอิสระดูจะได้ผลกว่า...Pegasus)


รอบแรกเลือกสมาชิกสภา ๒๕๘ คน จากนั้นผู้เสียภาษีมากที่สุดจำนวน ๑ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกอีก ๑๗๒ คนในรอบที่สองที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้สนับสนุน กลุ่ม Ultra-royaliste นั่นเอง

(เทียบได้กับ สว.ลากตั้งใช่หรือไม่...Pegasus)


๑๖ กันยายน ๑๘๒๔ หลุยส์ที่ ๑๘ เสียชีวิต กลุ่ม Ultra-royaliste ได้ผลักดันน้องชายของหลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์แทนในนามชาร์ลส์ที่ ๑๐ กลุ่ม Ultra-royaliste และชาร์ลส์ที่ ๑๐ ร่วมมือกันสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเก่าด้วยการรื้อฟื้นสัญลักษณ์ของ สถาบันกษัตริย์ก่อนปฏิวัติ ๑๗๘๙ กลับมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพิธีราชาภิเษก การก่อสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ซึ่งโดนคณะปฏิวัติประหารด้วยเครื่องกีโยติน การออกกฎหมายชดเชยค่าเสียหายให้แก่เจ้าและขุนนางที่ได้รับผลกระทบจากการ ปฏิวัติฝรั่งเศส ๑๗๘๙ ซึ่งคำนวณกันว่าต้องใช้งบประมาณถึง ๖๓๐ ล้านฟรังค์ ตลอดจนการออกกฎหมายกำหนดโทษแก่ผู้หลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะผู้ที่ขโมยหรือทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีโทษถึงประหารชีวิต นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดการเซ็นเซอร์สื่อและการจำกัดเสรีภาพการพิมพ์ อีกด้วย

(ยุคแห่งความกลัวฝ่ายกษัตริย์กลับมาอีกครั้ง...Peasus)



ด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ต้องยุบสภา (ปกครองด้วยวิธีการเผด็จการและขวาจัดมักจัดการบริหารไม่ได้เนื่องจากไม่สอด คล้องกับระบบอุตสาหกรรมสมัยนั้น) ผลการเลือกตั้งทำให้ได้สภาที่มีสมาชิกสายปฏิรูปมากขึ้น ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงจำใจต้องตั้ง Martignac นักการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูป เป็นหัวหน้ารัฐบาล การดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่เป็นที่สบอารมณ์ของชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ที่เห็นว่ารัฐบาลโน้มเอียงไปทางเสรีนิยม

ในขณะที่ กลุ่มเสรีนิยมก็มองว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายปฏิรูปแบบกระมิดกระเมี้ยน ในที่สุด Martignac จึงลาออกจากตำแหน่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ตัดสินใจตั้ง Prince de Polignac นักการเมืองกลุ่ม Ultra-royaliste ขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลแทน แต่ด้วยนโยบายแข็งกร้าว ทำให้อยู่ได้ไม่นานชาร์ลส์ที่ ๑๐ ก็ต้องยุบสภา

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าฝ่ายค้านได้สมาชิกสภาเพิ่มเป็น ๒๗๐ ที่นั่งจากเดิม ๒๒๑ ที่นั่ง ในขณะที่รัฐบาลเก่าได้เสียงลดลงเหลือ ๑๔๕ ที่นั่งจากเดิม ๑๘๑ ที่นั่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงตัดสินใจออกประกาศ ๔ ฉบับทันที ได้แก่ ประกาศยุบสภา (ห่างจากยุบสภาครั้งก่อนครั้งก่อนเพียง๗๐ วันและหลังเลือกตั้งไม่ถึงเดือน) ประกาศยกเลิกเสรีภาพการพิมพ์ ประกาศจำกัดผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เฉพาะคนที่เสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์และประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกันยายน

กล่าวกันว่า ประกาศทั้ง ๔ ฉบับเสมือนเป็นการรัฐประหารโดยชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนจำนวนมาก ในที่สุดนักหนังสือพิมพ์ กรรมกร ชนชั้นกฎุมพี จึงรวมตัวกันล้มล้างการปกครองของชาร์ลส์ที่ ๑๐ โดยใช้เวลาเพียง ๓ วัน ตั้งแต่ ๒๗ – ๒๙ กรกฎาคม ๑๘๓๐

เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑๐ ถูกเนรเทศ กลุ่มการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปยืนยันให้มีกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องการกษัตริย์ประนีประนอม ไม่เอนเอียงไปกับกลุ่ม Ultra-royaliste เพื่อปูทางปฏิรูปประชาธิปไตย จึงตัดสินใจเอาเจ้าสายราชวงศ์ออร์เลอองอย่างหลุยส์ ฟิลิปป์ขึ้น เป็นกษัตริย์พร้อมกับออก Charte ลงวันที่ ๑๘๓๐ ใช้เป็นธรรมนูญการปกครองแทน โดยลดอำนาจของกษัตริย์ไม่ให้มีอำนาจในการเสนอกฎหมาย และให้อำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ

เราเรียกยุคนี้ว่า " Monarchie de Juillet" เพราะเหตุการณ์ที่ประชาชนร่วมกันขับไล่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑๐ เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม (Juillet) นั่นเอง

(เป็นการ ตัดสินใจนำอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากพลาดท่าเพราะมีการปฏิวัติที่หวาดกลัวสมัย แมกซิมิลเลียน โรแบสปิแอร์...Pegasus)


รัฐบาลเริ่มนโยบายก้าวหน้าขึ้น ตั้งแต่การยกเลิกระบบสืบทอดตำแหน่งสภาขุนนางทางสายเลือด

(ของไทยเปรียบเทียบเป็นระบบลากตั้ง หรือข้าราชการ หรือกลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มจารีต ทุนผูกขาด...Pegasus)


การ ขยายสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งออกไป (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ชายอายุ ๒๕ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๒๐๐ ฟรังค์ จากเดิมที่ให้เฉพาะผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์ ส่วนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งก็เปลี่ยนเป็นผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๕๐๐ ฟรังค์ จากเดิมต้องเป็นผู้ชายอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๑๐๐๐ ฟรังค์)

การยกเลิกการปิดกั้นเสรีภาพ ในการพิมพ์ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกไม่เป็นศาสนาประจำชาติอีกต่อไป ตลอดจนการนำธงไตรรงค์ "น้ำเงิน ขาว แดง" จากเดิมที่มีแต่สีขาว มาใช้เป็นธงประจำชาติแม้หลุยส์ ฟิลิปป์จะได้การยอมรับจากประชาชนมากถึงขนาดที่ชาวฝรั่งเศสขนานนามว่าเป็น "กษัตริย์ของพลเมือง" แต่การดำเนินนโยบายของรัฐบาล Guizot ก็ยังโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมอยู่มาก

ประกอบ กับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี ๑๘๔๖ ถึง ๑๘๔๘ และอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลบอบอวล ยิ่งกระตุ้นให้กลุ่มนิยมสาธารณรัฐเริ่มรวมตัวจัดตั้งองค์กรปฏิวัติกษัตริย์ ด้วยการจัดงานเลี้ยงตามหัวเมืองใหญ่ๆเพื่อรณรงค์ทางการเมือง เช่น การเรียกร้องให้ขยายสิทธิเลือกตั้งออกไปให้ทั่วถึงไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้เสีย ภาษีมาก

การชุมนุมทางการเมืองเริ่มขยายตัวกว้างขวางขึ้น รัฐบาล Guizot ไม่สนองตอบต่อข้อเรียกร้อง ตรงกันข้ามกลับปราบปรามการชุมนุม ยิ่งทำให้คะแนนนิยมตกต่ำลง

กว่าหลุยส์ ฟิลิปป์จะตัดสินใจเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลและสัญญาว่าจะดำเนินการปฏิรูปให้เข้ม ขึ้นก็สายเกินไปเสียแล้ว ในที่สุด กลุ่มนิยมสาธารณรัฐได้โอกาสเข้ายึดอำนาจจากหลุยส์ ฟิลิปป์ และประกาศให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๘๔๘

ฝรั่งเศสเข้าสู่สาธารณรัฐที่ ๒ ได้ไม่นาน หลุยส์ นโปเลียน หลานของนโปเลียน โบนาปาร์ตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และจัดการรวบอำนาจไว้กับตนเอง เปลี่ยนกลับไปปกครองแบบจักรวรรดิเหมือนโปเลียน

(สมัยปัจจุบัน ระบอบนโปเลียนฯ อาจถือได้ว่าเป็นรูปแบบของเผด็จการทหารได้...Pegasus)


พร้อม กับตั้งตนเป็นจักรพรรดิตลอดชีพในนาม นโปเลียนที่ ๓ จักรวรรดินี้ดำรงอยู่ได้ ๑๘ ปี จนกระทั่งเกิดสงครามกับปรัสเซีย นโปเลียนที่ ๓ และจักรววรดิที่ ๒ ก็ล่มสลายไป

หลังนโปเลียนที่ ๓ พ่ายแพ้สงครามกับปรัสเซีย ฝรั่งเศสเปลี่ยนมาปกครองแบบสาธารณรัฐ ฝ่ายนิยมเจ้าเรียกร้องให้เพิ่มคำว่า "ชั่วคราว" ต่อท้ายคำว่า "สาธารณรัฐ" ในขณะที่ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐก็เกรงว่าหากให้พวก Ultra-royaliste ปกครองประเทศก็หนีไม่พ้นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและเข้าข้างอภิสิทธิ์ชน ดังที่เคยเป็นมา

การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มนิยมเจ้ากับกลุ่มนิยมสาธารณรัฐดำเนินไปอย่างเข้มข้น

(การ ต่อสู้ของไทยระหว่างกลุ่มนิยมเจ้า กับกลุ่มประชาธิปไตยก็เทียบเคียงได้โดยเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ การยึดอำนาจครั้งแรกของฝ่ายนิยมเจ้าด้วยพรรคการเมืองและทหารในปี พ.ศ. 2490 และการยึดอำนาจทุกครั้งอำนาจของฝ่ายนิยมเจ้าจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ...Pegasus)


อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะเลือกปกครองในระบอบใดระหว่างสาธารณรัฐหรือประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

(ประเทศไทยอยู่ที่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบแอบแฝงเผด็จการหรือประชาธิปไตยเต็มใบ...Pegasus)


จนกระทั่งเกิดกรณี "ธงขาว" ซึ่งเริ่มจาก Comte de Chambord ออกมาเรียกร้องให้ฝรั่งเศสนำธงสีขาวที่มีดอกไม้สัญลักษณ์ประจำราชวงศ์บู ร์บ็อง (Fleur de lys) กลับมาใช้เป็นธงชาติแทนที่ธงไตรรงค์ ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ปลุกให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาร่วมมือกันรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์อีกครั้ง

(ยัง ไม่มีการเรียกร้องให้ใช้ธงเหลืองแทนธงไตรรงค์ในไทย นับว่าปราณีอยู่มาก อย่างไรก็ตามกรณีธงขาว อาจเทียบได้กับกรณี สงกรานต์เลือดที่ฝ่ายใช้เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า สร้างสถานการณ์และทำร้ายประชาชนโดยมีทหารคอยป้องกันไม่ให้หนีก็น่าคิดเช่น กัน...Pegasus)


ความจริงแล้ว แนวโน้มที่ฝรั่งเศสจะปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขก็ยังพอมี อยู่บ้าง ประชาชนบางส่วนยังคงถวิลหาให้กษัตริย์เป็นประมุขเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ ประเทศและแสดงถึงความเป็น มาทางประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดีแม็คมานเองก็มีแนวโน้มจะช่วยฟื้นฟูให้กษัตริย์กลับมาเป็นประมุข ของรัฐอีกครั้ง แต่ด้วยความแข็งกร้าวของ Ultra-royaliste โดยเฉพาะกรณี "ธงขาว" ซึ่งแสดงให้ เห็นว่าแม้เพียงเรื่องเท่านี้ พวก Ultra-royaliste ยังไม่ยอมประนีประนอม

(ของไทยเปรียบเทียบได้กับการค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นอย่างหัวชนฝา...Pegasus)


หากปล่อยให้ Ultra-royaliste ครองอำนาจเห็นทีคงหนีไม่พ้นการปกครองแบบระบอบเก่าเป็นแน่ ดังนั้น Henri Wallon นักการ เมืองนิยมสาธารณรัฐจึงชิงตัดหน้าด้วยการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า "ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาจากการเลือกโดยเสียงข้างมากเด็ดขาด

(เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกไม่ใช่องค์ประชุม...Pegasus)


ของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีวาระ ๗ ปี และสามารถถูกเลือกได้อีกครั้ง"

ผลการลงมติเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๑๘๗๕ ปรากฏว่า ฝ่ายที่เห็นควรให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเฉือนชนะไปอย่างหวุดหวิดด้วยคะแนน เสียง๓๕๓ ต่อ ๓๕๒ จากนั้นความนิยมในสถาบันกษัตริย์ก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ จนกลุ่มนิยมกษัตริย์ไม่มีโอกาสกลับมามีบทบาททางการ เมืองอีกต่อไป

(ถือ ว่าเป็นโชคดีของชาวฝรั่งเศส จะเห็นได้ว่าการเฉลิมฉลองวันปฏิวัติของฝรั่งเศสนั้น ชาวฝรั่งเศสจะแสดงออกถึงการรังเกียจกลุ่มหัวรุนแรงนิยมเจ้าอย่างรุนแรงเพราะ ประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสขมขื่นอย่างมาก...Pegasus)


เป็นอันว่าฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐโดยเด็ดขาด และกลุ่ม Ultra-royaliste ก็ปลาสนาการไปจากเวทีการเมืองพร้อมๆกับสถาบันกษัตริย์

(ประเทศ ไทยคงจะหวังให้ได้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หวังว่าเหตุการณ์เสื้อเหลืองจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนประเทศ ฝรั่งเศสในที่สุด สำหรับผู้ที่กล่าวถึงระบอบประธานาธิบดีบ่อยๆในทำนองใส่ร้ายป้ายสีฝ่าย ประชาธิปไตย ควรระวังว่าจะทำให้สาธารณชนสนใจศึกษาระบอบนี้มากขึ้น และจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบอบที่พูดถึงได้ในที่สุด การไม่พูดถึงเลยและพยายามรักษาสถาบันด้วยการกล่าวถึงแต่เพียงระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ์ทรงเป็นประมุขจะเหมาะสมกว่า...Pegasus)


การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ได้ปลุกกระแสการสร้างสำนึกทางสังคมและการเมืองให้แก่ชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษ ที่ 19 การปฏิวัติฝรั่งเศสมีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติในหลายประเทศ การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นการทำลายความอยุติธรรม และทดแทนด้วยความยุติธรรมที่ทุกคนคิดว่าดีกว่าและยังมีการแสวงหามาจน ปัจจุบัน การทดลองระบอบประชาธิปไตยของฝรั่งเศสได้ก่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยไปทั่ว โลกเพื่อเรียกร้องหา เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพด้วยการปฏิวัติ

สรุปแล้วการปฏิวัติฝรั่งเศสตั้งแต่ ๑๗๘๙-๑๘๗๕ ใช้เวลาทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ในการยกเลิกระบอบกษัตริย์โดยสิ้นเชิงใช้เวลา ทั้งหมด ๘๖ ปี และการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส เกิดจากกลุ่มนิยมสถาบันกษัตริย์อย่างบ้าคลั่งที่แอบอิง และอาศัยประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง ไม่ใช่จากประชาชนหรือใครอื่นใดเลย

ที่ สำคัญคือเหตุการณ์ต่างๆช่างคล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบันจนเกือบเชื่อว่า ทุกอย่างจะลงเอยเช่นเดียวกัน สิ่งนี้ไม่เป็นที่พึงปรารถนาแต่ประการใด


--
http://www.prachataiboard1.info/board/id/50088
http://hotspotshield.com
http://99it.blogspot.com/p/blog-page_21.html
http://www.redshirtinternational.org
http://norporchorusa.com/html/media/npcusa_radios.html
http://www.unblockanything.com
http://www.youtube.com/watch?v=Dyw-L8JSE2U
http://sanamluang.tv
http://thaitvnews2.blogspot.com
http://112victims.org
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t1169.htm

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รายงาน: 1 ปี 10 เดือนในเรือนจำของ 'บุญยืน' อดีตนักโทษคดีหมิ่นเบื้องสูง

รายงาน: 1 ปี 10 เดือนในเรือนจำของ ‘บุญยืน’ อดีตนักโทษคดีหมิ่นเบื้องสูง

  
บุญยืน ประเสริฐยิ่ง อดีตนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ข้อหาอันหนักหน่วงสำหรับสังคมไทย เพิ่งได้รับอภัยโทษ ออกจาก “คุก” พร้อมๆ กับเพื่อนนักโทษจำนวนหนึ่ง รวมถึง ‘สุวิชา ท่าค้อ’ ในโอกาสวันฉัตรมงคลที่ผ่านมา
เธอ ไม่เปลี่ยนไปมากนักเทียบกับครั้งยังอยู่ในเรือนจำ ดูเหมือนสุขภาพจะไม่ดีนักและยังเดินกระโผลกกระเผลกจากอุบัติเหตุถูกรถ มอเตอร์ไซด์ชนเมื่อครั้งเก่าก่อน แต่แววตายังเต็มเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น เรานัดสัมภาษณ์เธอในวันหนึ่งของเดือนมิถุนายน เธอใส่เสื้อสีชมพูมีตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นใน สังคม เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
เธอ บอกเล่าว่า ด้วยแนวคิดที่ไม่ต้องการให้ใครแอบอ้างสถาบันเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองนั่น เองที่ทำให้เธอโดนจับกุม เพราะเธอได้ปราศรัยโจมตีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อย่างรุนแรง และได้พาดพิงถึงสถาบันในบางแง่มุมโดยไม่ได้ตั้งใจ ท่ามกลางคนฟังไม่กี่สิบคนที่ท้องสนามหลวง ก่อนที่การเมืองไทยจะเป็นการเมืองกีฬาสีเสียอีก สำหรับโทษทัณฑ์ต่อกรณีดังกล่าวคือ จำคุก 12 ปี รับสารภาพลดกึ่งหนึ่งเหลือ 6 ปี
บุญยืน ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 ในข้อหาหมิ่นรัชทายาท บรรยากาศสังคมตอนนั้นยังเต็มไปด้วยการต่อต้านการรัฐประหารจากผู้คนกลุ่ม เล็กๆ หลากหลายกลุ่มโดยอาศัยพื้นที่ “สนามหลวง” ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา โผงผาง กล้าได้กล้าเสีย เธอจึงเป็นหนึ่งในดาวเด่นสนามหลวง โดยมีสมญานามว่า ‘นางพญาอินทรีย์’
 
ดีกรีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อ 2-3 ก่อน เป็นภาพที่บุญยืนถูกโจมตีในอินเตอร์เน็ต

เธอ เล่าถึงประวัติความคิด และการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองว่าติดตามการเมืองในระดับเดียวกับคนหา เช้ากินค่ำทั่วไปในสังคม ไม่เคยร่วมเหตุการณ์ทางการเมืองใดๆ แต่เมื่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่เธอชื่นชอบในแนวทางการบริหารและนโยบายถูกรัฐประหารโดยคมช. เธอจึงได้ออกมาร่วมชุมนุมสนับสนุนอดีตนายกฯ และต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนั้น สรุปให้ง่ายได้ใจความ เธอเห็นว่า ยุคของทักษิณเป็นยุคที่คนจนลืมตาอ้าปากได้ และคนจนอีกเช่นกันได้ลงคะแนนเสียงของพวกเขาเลือกรัฐบาลนี้ไปแล้วตามกกติกา  
ใน เรื่องส่วนตัว แม้จะพยายามไถ่ถามหลายครั้ง แต่เราก็ไม่ได้ข้อมูลมากนัก เพราะเมื่อพูดเรื่องส่วนตัวได้ไม่นาน เธอก็จะวกมาพูดเรื่องคนอื่น หรือเรื่องเหตุบ้านการเมืองตลอดเวลา เท่าที่รับรู้ คือ เธอเติบโตในกรุงเทพฯ เป็นเด็กบ้านแตกที่ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ และอาศัยเรียน กศน. จนจบม.3 ปัจจุบันมีลูก 2 คนซึ่งดูแลตัวเองได้แล้ว ช่วงหลายปีมานี้เธอมีอาชีพรับซื้อของเก่า อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่หัวเรือใหญ่ของครอบครัวอยู่ในเรือนจำ เราได้ข่าวมาว่าสถานะทางบ้านเธอง่อนแง่นลงไปถนัดตา หลายอย่างที่ผ่อนไว้ถูกยึด แต่เมื่อออกมาข้างนอกเธอกลับไม่ยอมบอกกล่าวถึงความยากลำบากส่วนตัวมากนัก หากเอาแต่ถามไถ่ถึงโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้
 

 

บุญ ยืน เป็นนักโทษที่ปฏิบัติตัวอย่างดียิ่งในเรือนจำ ทุกครั้งที่ไปเยี่ยม เธอมักกล่าวถึงผู้คุมอย่างเคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ขาด ตกบกพร่อง
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางสู้คดี เธอเลือกทางเดินที่แตกต่างจาก ‘ดา ตอร์ปิโด’ นักโทษหญิงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกคนหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่คนหนึ่งไม่ยอมรับข้อกล่าวหา ต่อสู้คดีและถูกตัดสินจำคุก 18 ปี และยังอยู่ในเรือนจำจนถึงปัจจุบัน แต่บุญยืนรับสารภาพและยืนยันถึงความจงรักภักดี แม้ว่าในตอนนั้นจะมีผู้ให้กำลังใจจากภายนอกบางส่วนที่เอาใจช่วยให้เธอสู้คดี นี้ก็ตาม
เวลา 1 ปี 10 เดือน ในเรือนจำทำให้เธอได้พบเห็นเรื่องราวต่างๆ มากมายผ่านชีวิตของนักโทษคนอื่น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องอัศจรรย์พันลึก ขณะเดียวกันก็ชวนรันทดหดหู่ จนเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากเขียนหนังสือรวบรวมประสบการณ์เหล่านั้น กระทั่งถึงการวางแผนเดินสายเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมาย ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมบางอย่างที่กดทับ รังแก ประชาชนตัวเล็กๆ ไร้ทางสู้
เธอตั้งใจจะเขียนหนังสือถึง 2 เล่ม ว่าด้วยชีวิตความลำเค็ญของคนคุก ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นล่างในสังคม ชีวิตพวกเขาพอจะเรียกได้ว่า “บัดซบ” ตั้งแต่อยู่นอกคุกจนกระทั่งถึงวันเข้าไปนอนในซังเต อีกเล่มหนึ่งคือ ปัญหาของข้อกฎหมายไทย และกระบวนการจับกุมตัวผู้ต้องหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับยา เสพติด กลั่นจากประสบการณ์ตรงมาเป็นคำบอกเล่า ซึ่งพิสูจน์แล้ว (ด้วยเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง) ว่ามากมายและเร้าใจ ราวกับเธอเป็นนักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน หรือนักวิจัยที่เข้าไปเก็บข้อมูลแบบลึกถึงก้นบึ้ง
หากสนใจโปรดรอติดตามผลงานของเธอ แน่ล่ะ เธอยังคิดชื่อหนังสือไม่ออก และคงอยากให้คนอื่นๆ ช่วยคิดด้วย
 

 

 

สนับสนุนประชาไท

  1. โอนเข้าบัญชีธนาคาร

    ชื่อบัญชี: มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน เลขที่บัญชี 091-0-10432-8 ธนาคารกรุงไทย สาขารัชดาภิเษก-ห้วยขวาง
    และส่งโทรสารสำเนาการโอนมาที่โทร. 02 690 2712 หรือทางอีเมล service@prachatai.com

    สำหรับผู้ที่โอนเงินจากต่างประเทศใช้ข้อมูลต่อไปนี้ = ชื่อบัญชีภาษาอังกฤษ: FCEM, Bank Address:336 Ratchadapisek Road, Samsennok, Huai Khwang, Bangkok 10320 Thailand, Swift Code:KRTHTHBK

  2. โอนเงินผ่านบริการ Paypal

เรื่องอื่นๆ

http://www.prachatai3.info/journal/2010/07/30249


--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog

ดีเอสไอ แจ้งข้อหา "ก่อการร้าย" คนติดตาม เสธ.แดง คุมตัวเรือนจำพิเศษฯ

banner-peace-network-org

ดีเอสไอ แจ้งข้อหา “ก่อการร้าย” คนติดตาม เสธ.แดง คุมตัวเรือนจำพิเศษฯ

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.53 ที่ศาลอาญา รัชดา เวลาประมาณ 10.30 น. นายยงยุทธ ท้วมมี ผู้ติดตาม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง พร้อมทนายความจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน (ศรส.) เดินทางมาตามนัดหมายของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  ที่ยื่นคำร้องของควบคุมตัวนายยงยุทธต่อศาล หลังจากดีเอสไอเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายที่กองบัญชาการตำรวจตระเวน ชายแดน (บก.ตชด.) ภาค1 จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่  5 ก.ค. เวลา 20.00 น.

ทั้งนี้ นายยงยุทธ หรือ บัง อายุ 55 ปี ถูกจับกุมมาควบคุมตัวที่ บก.ตชด. เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างหมายจับที่ ฉฉ 114/2553 ศาลอาญา  ลงวันที่  21  พฤษภาคม 2553  โดยเมื่อครบกำหนดคุมตัว 7 วันในวันที่ 5 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขยายเวลาการควบคุมตัว แต่ทนายของนายยงยุทธได้คัดค้านคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่า นายยงยุทธเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมธรรมดา และการควบคุมตัวที่ บก.ตชด.เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือฐานความผิดในการดำเนินคดี อาญาเป็นแต่เพียงการซักถามด้วยคำถามซ้ำๆ เหมือนกันทุกวัน จากนั้นศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องการขยายเวลาควบคุมตัว อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นายยงยุทธจะได้รับการปล่อยตัวในเวลาเที่ยงคืนวันที่ 5 ก.ค. ในเวลา 20.00 น.ของคืนเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอได้เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายแก่นายยงยุทธ และนัดหมายให้นายยงยุทธมารายงานตัวยังศาลอาญาในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากดีเอสไอเดินเรื่องขอควบคุมตัวต่อไม่ทัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธได้เดินทางมายังศาลและถูกควบคุมตัวในห้องขังใต้ถุนศาลอาญา ระหว่างที่ดีเอสไอยื่นคำร้องขอควบคุมตัวนายยงยุทธด้วยข้อหาก่อการร้ายโดย ระบุว่านายยงยุทธร่วมชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ในฐานะการ์ดของเสธ.แดง มีการแย่งอาวุธปืนจากทหารจึงน่าเชื่อว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธ ขณะที่ทนายของนายยงยุทธได้ร้องคัดค้านและขอให้ศาลไต่สวน ซึ่งศาลได้ไต่สวนในช่วงบ่ายวันเดียวกัน  
ตามคำให้การของนายยงยุทธ ระบุว่า ตนเองร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปก.ตั้งแต่ปี 51-52 โดยไปฟังปราศรัยเกือบทุกวัน และเมื่อมีการชุมนุมใหญ่ของ นปช.ในปี 53 ก็ไปชุมนุมด้วย โดยหลังจากมีการสลายการชุมนุม  ได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ  และถูกจับกุมในวันที่ 29 มิ.ย. อย่างไรก็ตาม ยืินยันว่า ไม่เคยเป็นการ์ด นปช. และไม่เคยแย่งอาวุธปืนจากทหาร เขาระบุว่า เขาถูกคุมตัวจนครบกำหนด 7 วัน ต่อมา ศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัว โดยตนเองได้เบิกความต่อศาลว่าเป็นเพียงผู้ชุมนุม และยังมีภาระหนักต้องเลี้ยงดูภรรยาและหลานรวมแล้ว 15 ชีวิต ขณะที่ภรรยาขาไม่ดี เดินไม่ค่อยได้ เมื่อได้รับการปล่อยตัวจาก บก.ตชด. ตอนเที่ยงคืนนั้นได้นั่งแท็กซี่กลับบ้าน รู้สึกดีใจมาก โทรบอกภรรยาว่าจะได้กลับบ้าน ดีใจจนร้องไห้ เมื่อดีเอสไอมาแจ้งข้อกล่าวหาก็ยินยอมมาศาลเพราะคิดว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่คิดหลบหนี หากถูกดำเนินคดีข้อหาก่อการร้ายก็จะขอสู้คดี
อย่างไร ก็ตาม ศาลได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวนายยงยุทธได้ตามที่ดีเอสไอร้องขอ โดยได้นำตัวนายยงยุทธไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

 

ด้าน นายชาตรี ท้วมมี บุตรชายนายยงยุทธ กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงพ่อมาก เนื่องจากอายุมากแล้วและไม่เคยมีชีวิตยากลำบากในเรือนจำ โดยปกติตนเองกับพ่ออยู่แยกกันเพราะพ่อมีครอบครัวใหม่ไปนานแล้ว ในอดีตพ่อทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานกระเบื้องเคลือบ ไม่เคยเป็นทหาร หรือเชี่ยวชาญการสู้รบใดๆ เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ปัจจุบันก็มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างเป็นรายวัน เมื่อมีคนมาจ้างก็ไปทำงาน ขณะที่ภรรยาใหม่ของพ่อเปิดร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้านกับหลานอีกนับสิบคน

 

ชาตรี กล่าวต่อว่า พ่อไปฟังปราศรัยที่สนามหลวงนานแล้วเพราะว่างงาน และชื่นชอบเสธ.แดงเป็นพิเศษ จากนั้นพ่อได้ขอติดตาม เสธ.แดง เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด ซึ่งตนเองก็เป็นห่วงเพราะพ่อสุขภาพไม่ดีนักแต่ไม่สามารถห้ามได้
ด้านนางบุญหลง สุวรรณกลาง ชาวบ้านที่ร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์และมาให้กำลังใจนายยงยุทธที่ศาล กล่าวว่า รู้จักกับนายยงยุทธในที่ชุมนุม

 

“เจอ กันโดยบังเอิญ ตอนนั้นรัฐบาลเพิ่งขอพื้นที่คืน โมโหมาก ก็โวยวายด่ารัฐบาลลั่นเลย เขาเป็นคนบอกว่าให้ใจเย็นๆ ซื้อน้ำมาให้กิน” บุญหลงกล่าว

 

นางบุญหลงกล่าวอีกว่า จากนั้นก็เห็นนายยงยุทธบ่อยๆ โดยเขาจะคอยเดินตาม เสธ.แดง เมื่อเสธ.แดงโดนยิง นายยงยุทธก็ยังมานั่งชุมนุมกับชาวบ้านกลุ่มตน ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นนายยงยุทธจับอาวุธ มีแต่นั่งฟังการปราศรัยด้วยกัน หากจะเห็นเขาอยู่ในกลุ่มการ์ด เขาก็มักจะทำหน้าที่ต้อนรับผู้คนใหม่ๆ ที่มาร่วมชุมนุม และคอยบอกคนอื่นๆ ว่าให้สุภาพกับผู้ชุมนุมในการตรวจกระเป๋า
นางบุญหลงกล่าวอีกว่า ตนเองพลัดหลงกับนายยงยุทธในวันที่ 19 พ.ค. โดยนายยงยุทธได้เข้าไปหลบในวัดปทุมฯ จากนั้นวันที่ 20 พ.ค.ทราบว่านายยงยุทธถูกตำรวจควบคุมตัวไปสอบปากคำที่ สน.ปทุมวัน เป็นการซักถามธรรมดาและถ่ายรูปเก็บประวัติก่อนจะปล่อยตัว

 

ก่อนหน้านี้นายยงยุทธ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาเป็นผู้ติดตาม เสธ.แดง มามากว่า 3 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นเข้าร่วมการชุมนุมที่สนามหลวงตั้งแต่ยังเป็น นปก. จากนั้นได้สมัครเข้าเป็นนักรบพระเจ้าตากรุ่นแรก ทำการฝึกกับเสธ.แดง 39 วันที่สนามหลวง และเริ่มติดตามเสธ.แดงนับแต่นั้น คอยติดตามไปทุกที่ ในช่วงชุมนุมก็ติดตามเสธ.แดง ซึ่งคอยตระเวนเยี่ยมตามด่านต่างๆ ของคนเสื้อแดงโดยตลอด แต่นายยงยุทธไม่ได้เข้าร่วมเป็นการ์ด นปช.แต่อย่างใด
ยงยุทธกล่าวต่อว่า เขาอยู่กับ เสธ.แดง ตลอดแม้แต่วันที่โดนยิง โดยเขานำตัวเสธ.แดงส่งโรงพยาบาลอย่างทุลักทุเล หลังจากลาเสธ.แดงแล้วก็ตัดสินใจเข้ามาร่วมชุมนุมอีกในฐานะผู้ชุมนุมปกติ จนกระทั่งวันที่ 19 พ.ค.ที่มีการสลายการชุมนุมก็ได้หลบเข้าไปอยู่ในวัดปทุมฯ ด้วยเพราะเกิดเหตุการณ์รุนแรงออกจากพื้นที่ไม่ได้ จนกระทั่งตำรวจมารับตัวไปที่ สน.ปทุมวัน มีการสอบปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์โดยทั่วไปและถ่ายรูป หลังจากนั้น 2 วัน จึงมีหมายจับไปติดที่บ้าน แต่เขาไม่อยู่บ้าน จากนั้นวันที่ 29 มิ.ย.ได้เดินทางไปพรรคเพื่อไทยและได้ค่ารถ 200 บาท ขากลับถูกจับบริเวณสี่แยกไฟแดงหัวลำโพง โดยตำรวจนอกเครื่องแบบ 4-5 นาย ก่อนจะถูกนำตัวมาไว้ยัง บก.ตชด.

http://www.prachatai3.info/journal/2010/07/30254

--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog

[New post] พ่อฉัน(เสื้อแดง)"หนีตาย"ถูก"ไล่ล่า"





พ่อฉัน(เสื้อแดง)"หนีตาย"ถูก"ไล่ล่า"


<!--อ่านล่าสุด  คน-->

โดย ชฎา ไอยคุปต์

น.ส.อินทิรา  สาระเนียม อายุ 27 ปี คนเสื้อแดงที่เคยจัดพิธีวิวาห์กลางท้องสนามหลวง มีพ่อเป็น "คนเสื้อแดงตัวพ่อ" ผู้มีอุดมการณ์แรงกล้าถึงขนาดติ๊กสติ๊กเกอร์บนรถแท็กซี่ประณามคณะมนตรีความ มั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ให้ออกไปและต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบจนรถแท็กซี่ถูกเผา และยังเป็นแนวร่วมรุ่นแรกที่ออกมาต่อต้านร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการ(นปก.)ตั้งแต่สนามหลวง ก่อนจะเป็นกลุ่มแนวร่วมประธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มคน เสื้อแดง ที่ราชประสงค์
"ทุกครั้งที่มีการออกมาชุมนุมไม่ว่าจะเป็นที่ ไหนเมื่อไหร่พ่อจะไปร่วมทุกครั้งแม้จะไม่มีกินก็ไปร่วมขับรถแท็กซึ่ไปจอด ขวางอยู่แนวหน้า ขนาดวันที่รถถูกเผาไม่มีเงินพ่อเดินเท้าจากถนนเจริญกรุงไปที่สนามหลวง แต่ผลของการร่วมชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยกลับถูกตามไล่ล่า" น.ส.อินทิรา พูดถึงผู้เป็นพ่อด้วยความภูมิใจ
น.ส.อินทิรา บอกว่า หลังจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่วันที่ 19 พ.ค.มีตำรวจนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย มาที่บ้านถามหาพ่อพร้อมกับนำหมายค้นมาด้วยแต่ไม่พบ เพราะพ่อไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังนี้ตั้งนานแล้ว และไม่มีใครทราบว่าพ่อหายไป
"เจ้าหน้าที่เข้ามาถ่ายรูปที่บ้านและ เห็นเสื้อแดงของฉันพาดอยู่เขาให้ฉันสวมเสื้อแดงเพื่อจะได้ถ่ายรูปส่งนายแต่ ดิฉันก็ถามกลับว่า มันถูกต้องแล้วหรือไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาใส่ ถ้าเป็นเสื้อแดงแล้วมันผิดกฎหมายใช่ไหม อย่างนั้นต้องตามไปจับให้หมดทุกคนเลย"
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่บ้านไม่เคยสงบเลย ยังคงมีโทรศัพท์โทรเขามาเช็คอยู่เรื่อยๆ ขนาดบ้านอาที่ราชบุรี นามสกุลเดียวกับพ่อยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปที่หน้าบ้านถามหาพ่อ และมีโทรศัพท์ให้น้องชายไปรายงานตัวเป็นทหารกองเกินที่ราชบุรี ซึ่งน้องชายเรียน รด. แล้วยังบอกอีกว่าหากไม่มาให้พ่อมาแทนได้ ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับพ่อ คือ หลังเหตุการณ์เสื้อแดงที่ราชประสงค์สลายตัวไปแล้ว พ่อโทรมาบอกสั้นๆว่า "ป๊าหนีตาย แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ป๊ารอดแล้ว"
ลูกสาวแท็กซี่เสื้อแดง เล่าว่า พ่อพาไปร่วมชุมนุมประท้วงตั้งแต่อายุยังไม่ 10 ขวบเต็มตั้งแต่สมัยที่ใช้ขวดเคาะพื้นและยังได้อยู่ร่วมเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ วันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองถูกจับกุม วันนี้จึงได้เดินออกจากบ้านแถวประตูผีใกล้กับสะพานผ่านฟ้าลีลาศตามหาพ่อ ตอนนี้มีเสียงปืนดังมากคนเริ่มแตกตื่นวิ่งหนีเข้ามาทางวัดราชนัดดาราม วรวิหารล้มลงทหารวิ่งมาทันถือปืนเหยียบหลังไว้จำภาพนั้นได้แม่นยำมาก
"ภาพในอดีตที่วันนี้ได้ย้อนกลับมา ใหม่เมื่อครั้งเหตุการณ์เดือนเมษายน 2551 ตอนนั้นอุ้มท้องได้เดือนกว่าต้องวิ่งหนีเสียงแก๊สระเบิดหนีเพลิงไหม้รถเมล์ ที่จอดวางเป็นชั้นเสียงดังตูมตาม  กระทั่งเมษายน-พฤษภาคม 2553 ภาพความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนพ่อต้องหนีตายขนาดนี้เชื่อว่า  รัฐบาลนี้กัดไม่ปล่อยแน่ "
"ตอนนี้ทางบ้านกลัวมากเพราะว่าที่บ้านแม่เป็นคนจีนต้องทำมาหากินไม่ อยากยุ่งการเมืองแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ส่วนพ่อคงไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วมาถึงขั้นนี้เพราะพ่อคงไม่ยอมแพ้และเชื่อว่า พ่อยังคงต่อสู้ไปตามอุดมการณ์ของพ่อที่อาจจะรุนแรงแต่ก็ไม่เคยทำร้ายและ ทำลายใคร"

นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของผู้ชุมนุมระดับชาวบ้านที่ไม่ใช่แกนนำ

วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:35:06 น. มติชนออนไลน์

Add a comment to this post


WordPress

WordPress.com | Thanks for flying with WordPress!
Manage Subscriptions | One-click Unsubscribe | Reach out to your own subscribers with WordPress.com.

Trouble clicking? Copy and paste this URL into your browser: http://subscribe.wordpress.com




--
http://www.prachataiboard1.info/board/id/50088
http://hotspotshield.com
http://99it.blogspot.com/p/blog-page_21.html
http://www.redshirtinternational.org
http://norporchorusa.com/html/media/npcusa_radios.html
http://www.unblockanything.com
http://www.youtube.com/watch?v=Dyw-L8JSE2U
http://sanamluang.tv
http://thaitvnews2.blogspot.com
http://112victims.org
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t1169.htm

เบื้องหลังตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชน UN โดย กาหลิบ

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เบื้องหลังตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชน UN โดย กาหลิบ


คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง เบื้องหลังตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชน UN
โดย กาหลิบ

ฟัง คำคุยของรัฐบาลเกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่ไทยเพิ่งได้รับมาหมาดๆ ทำให้เกิดความนึกคิดขึ้น ๒ อย่าง หนึ่งคือคนที่ยังไม่รู้เหตุผลเบื้องหลังอาจจะเผลอภูมิใจว่าเป็นเกียรติยศของ เมืองไทยในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ อีกอย่างคือ คนรู้ก็มีหน้าที่ต้องบอกเล่าเพื่อมิให้เมืองไทยยิ่งพลัดหลงเข้ารกเข้าพงของ ป่าสากล

เพราะเบื้องหลังเรื่องนี้มันไม่เหมือนกับคำโฆษณาของรัฐบาลมหาอำมาตย์หรอกครับ

สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นหน่วยใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ นี่เอง

ประกอบด้วยสมาชิก ๔๗ ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งนับเป็นเสียงข้างน้อยเพราะสมาชิกเต็มองค์คือ ๑๙๒ ประเทศ

ตัว ประธานสภาเลือกตามพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่แบ่งออกเป็น ๕ พื้นที่ ได้แก่ แอฟริกา ยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก และประเทศตะวันตกอื่นๆ ละตินอเมริกาและแคร์ริปเบียน และเอเชีย เพื่อให้เป็นธรรมต่อสมาชิก เพราะทุกส่วนของโลกจะเวียนกันมาเป็นประธานได้

ข่าวแจ้งว่า เมื่อได้รับเลือกแล้ว รัฐบาลก็มอบหมายให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ทำหน้าที่เป็นประธานสภา รับเรื่องร้องทุกข์และวางแนวทางจัดการกับระเบียบด้านมนุษยชนของโลก

งานไม่ใช่เล็ก และดูเผินๆ ก็น่าภาคภูมิใจนัก

แต่เบื้องหลังอันแท้จริงนั้นลึกซึ้ง เล่าเป็นข้อๆ ไปจะชัดเจนกว่า

๑. การก่อตั้งสภาฯ และกลไกการเลือกประธานสภาฯ กระทำขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ปีเดียวกับที่เกิดรัฐประหาร คปก./คมช. ในเมืองไทย โค่นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งสองครั้งซ้อนๆ แปลว่าตำแหน่งประธานสภาฯ ที่ไทยได้รับ เป็นผลการทำงาน ทั้งหาเสียงโน้มน้าวใจและวางแนวทางต่างๆ ในช่วงรัฐบาลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ผลงานของคณะรัฐประหาร รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย และแน่นอนว่าไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แปลไทยเป็นไทย สถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตั้งแต่การรัฐประหารมาจนบัดนี้ ที่รัฐบาลถึงกับใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชนแล้วนั้น ไม่ได้ถูกรวมเป็นหลักฐานที่แสดงความพร้อมหรือไม่พร้อมของไทยเลย

อย่าลืมว่ากลไกสหประชาชาติในบางครั้งก็ช้านานเหมือนระบบราชการทั่วไป ผลที่เห็นเดี๋ยวนี้มาจากการทำสะสมมาเป็นปีๆ ก็บ่อยไป

๒. นายสีหศักดิ์ฯ เข้าทำหน้าที่ประธานสภาฯ ครั้งนี้แบบส่วนตัว ไม่ใช่ในนามเอกอัครราชทูตและไม่ใช่ในนามรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แปลว่าถ้านายสีหศักดิ์ฯ พ้นจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตฯ เดี๋ยวนี้ ก็ยังคงทำหน้าที่ประธานสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้

ทำไมน่ะหรือ?

ก็ เพราะ หนึ่ง-การเข้ามาเป็นประธานของไทยที่เริ่มหาเสียงมาแต่ครั้งที่เป็น ประชาธิปไตยสมบูรณ์ มันลึกเกินกว่าที่จะหยุดยั้งได้ เสียงคัดค้านที่ระงมมาจาก NGOs และรัฐบาลบางประเทศว่าไทยไม่ควรเข้ารับตำแหน่ง จึงไม่มีผลทันการณ์ในการระงับยับยั้งความเป็นประธาน แต่กดดันจนเกิดการต่อรองว่าไทยอย่าเป็นประธานสภาฯ ในนามประเทศเลย ขอให้สีหศักดิ์ฯ เป็นแบบส่วนตัว เพื่อป้องกันข้อครหาดีกว่า

หมายความ ว่าวันนี้ไทยมิได้เป็นประธานสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพราะมีคนรังเกียจมาก แต่ให้คนของไทยที่เจรจาหาเสียงมาแต่ต้นเข้ามารั้งตำแหน่งไว้ก่อน เนื่องจากย้อนไปทำอะไรใหม่หมดไม่ไหว

อีกเหตุก็คือตัวคุณสีหศักดิ์ฯ เองที่มีบุคลิกลักษณะที่คนสหประชาชาติยอมรับ พูดง่ายๆ คือมีแฟนมาก ยอมรับในความสามารถและความเหมาะสมต่างๆ เป็นที่น่าเสียดายว่าคนอย่างนี้ไม่มีทัศนคติที่จะทำอะไรเพื่อฝ่ายประชาชนและ ประชาธิปไตยเท่าที่ควร จึงไม่มีประโยชน์ต่ออนาคตของชาตินัก

๓. คู่แข่งไทยในรอบสุดท้ายคือ บังกลาเทศ มัลดิฟส์ และเคอร์กิสถาน ล้วนแต่มีปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงมาก่อนไทยทั้งสิ้น บังกลาเทศยังถล่มกันกลางเมืองระหว่างค่ายต่างๆ จนถูกจัดเป็น “รัฐล้มเหลว” ในปีนี้ด้วย มัลดิฟส์มีผู้นำที่หนีการเลือกตั้งมาแล้วกว่า ๒๐ ปี และเคอร์กิสถานก็เป็นอ่างเลือดที่ล้างกันไม่จบระหว่างชาวอุสเบ็คและชาวเคอร์ กิซที่คร่าชีวิตคนไปมากกว่า ๒,๐๐๐ ศพ

เทียบกันอย่างนี้ สถานการณ์ไทยก็ย่อมดูดีกว่าเป็นธรรมดา

ทั้ง หมดที่เล่ามานี้ ไม่ใช่เพื่อตัดรอนผู้รักชาติที่ต้องการความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เพียงแต่ขอให้ลืมตาให้สว่าง อย่าตามืดตาบอด และอย่าหลงเป็นเครื่องมือของคนโฉดชั่วที่ครองประเทศอยู่ในขณะนี้

ความภูมิใจของชาติอย่างแท้จริงมาจากความเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น

ถ้าประชาชนต้องอยู่อย่างสัตว์ หรือคนชั้นสอง จะไปเป็นตำแหน่งต่างๆ หาพระแสงด้ามยาวอะไรกันครับ.

http://democracy100percent.blogspot.com/2010/07/un.html

--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog

รวมคลิปทหารยิงผู้ชุมนุมเสื้อแดง 10 เมย.53

Tuesday, April 13, 2010

รวมคลิปทหารยิงผู้ชุมนุมเสื้อแดง 10 เมย.53

รวมคลิปทหารยิงผู้ชุมนุมเสื้อแดง10เมย.53
สถานี ปชต
Red Shirt v Army April 10 2010 Part1
Red Shirt v Army April 10 2010 Part2
Red Shirt v Army April 10 2010 Part3
Red Shirt v Army April 10 2010 Part4
Clip เสียงปืนแตกที่แยกคอกวัว !!!!
Clip หลั่งเลือดทาแผ่นดิน
Clip เสียงกรีดร้องร่ำไห้ บนถนนราชดำเนิน !!!
โชว์ ศพบนเวที ตอนที่ 1
ขนศพขึ้นเวที ตอน 2
นัฐวุฒิเล่าเหตุการณ์วันนี้ 10 04 2010
รายชื่อคนตายในโรงพยาบาลกลาง
เก่งแต่กับประชาชน
ทำร้ายประชาชน Abhisit and Thai army war criminal
เชิงสะพานปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี 2010 04 10
มือเปล่าสู้ปืนที่สี่แยกคอกวัว (1).mp4
มือเปล่าสู้ปืนที่สี่แยกคอกวัว (2).mp4
มือเปล่าสู้ปืนที่สี่แยกคอกวัว (3).mp4
มุมโรงเรียนสตรีวิทย์ บ่ายแก่ 2010 04 10
ระเบิดลงกลางวง ทหารเจ็บระนาว มุมกล้อง1
ระเบิดลงกลางวง ทหารเจ็บระนาว มุมกล้อง2
คลิปที่สะพานมัฆวาน 1..avi
คลิปที่สะพานมัฆวาน 2..avi
คลิปที่สะพานมัฆวาน 3..avi
คลิปที่สะพานมัฆวาน 4..avi
คลิปคนเสื้อแดง ถูกอาวุธ ปืนยิงที่ ศีรษะ เสียชีวิตในคาที่
โฉมหน้าทหาร.. คนที่ยิงประชาชน

--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog

คู่รัก คู่แค้น ประชาธิปไตรเสรี VS เผด็จการซ่องรูปแบบประชาธิปไตรลากตั้ง


Thursday, July 1, 2010

คู่รัก คู่แค้น

คู่รัก คู่แค้น
ประชาธิปไตรเสรี VS เผด็จการซ่องรูปแบบประชาธิปไตรลากตั้ง
ฉายญานามที่อีกฝ่ายเรียก เหลี่ยม VS สอดบัตร
การค้าขาย หนึ่งตำลบหนึ่งผลิตภัณท์ OTOP Vs ศูนย์ศิลปาชีพ
โครงการขนาดใหญ่ เขื่อนภูมิพล-ฝนหลวง VS สนามบินสุวรรณภูมิ -ดาวเทียมไทคม
การส่งเสริมการปลูก ยูคาลิปตัส VS หญ้าแฝก
โครงการแพทญ์เพื่อประชาชน โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค VS โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่
การสนับสนุนการศึกษา ทุนเล่าเรียนจากเงินหวยบนดิน VS ทุนหลวงฯทุกกองทุน
การสนับสนุนทางการทหาร ลดอำนาจทหาร ลดการซื้ออาวุธ VS เพิ่มอำนาจทหาร เพิ่มงบประมาณ
กองทัพ
การสับสนุนหมู่บ้าน โครงการกองทุนเงินกู้หมู่บ้านละ 1 ล้านทั่งประเทศ VS โครงการถุงยังชีพต่อ1
ครองครัวบางหมู่บ้าน
เงินงบประมาณแผ่นดิน ใช้งบอย่างจำกัด (ต้องตรวจสอบ ตรวจสอบได้ ) VS ใช้งบได้ไม่จำกัด (ห้ามถาม
ห้ามสงสัย ตรวจสอบมิได้)
สิทธิของมนุษย์ ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน ได้ผลตอบแทนตามความสามารถ VS นามสกุลดังเท่านั้น
ถึงจะเกิด
การใช้เงิน ส่งเสริมคนใช้เงินให้เป็น VS ส่งเสริมคนใช้เงินให้พอเพียง
ภาพลักษณ์ มีเงินมากก็ใช้เงินมากกันเห็นๆ VS มีเงินมากกกกกกกก แต่สร้างภาพประหยัด
ปราญาเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้คนเป็นเถ้าแก่ VS ยัดเยียดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
การสนับสนุนการศึกษา กองทุนหวย(และบอกนร.ว่า มันมาจากเงินปชช.) VS นักเรียนทุนมหิดล (ไม่บอก
ว่าทุนมาจากไหน แต่ถ้าเรียนจบแล้วต้องซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณนะ)
การเปรียบเทียบการพัฒนาประเทศ พัฒนาประเทศแบบติดจรวด VS พัฒนาประเทศแบบรถอีแต๋น
อายุการบริหารประเทศ 6 ปี vs 60 ปี
การพูดถึงตัวบุคคล วิจารณ์ได้ VS วิจารณ์ไม่ได้?
สิ่งที่เป็นไป แปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน VS แปลงทุนให้เป็นทรัพย์สิน
คนที่แก้ตัว VS คนที่ไม่ต้องแก้
คนที่เจออยากยกหัวใจตบ VS คนที่เจออยากยกมือตบ
โครงการบ้านเอื้ออาทร VS ปลูกบ้านตามที่มีคนถวายฏีกามาให้
บัญชีครัวเรือน VS เศรษฐกิจพอเพียง
ประชาชนเชิดชู VS พสกนิกรสรรเสริญ
ชมได้ด่าได้ VS ชมได้ ถ้าด่าเจอคุก
ใครชอบก็ชม ใครเกลียดก็ด่า VS ทุกคนต้องซาบซึ้ง
มีลูก 3 คน VS มีลูกเป็นล้านๆคน
ไม่มีทหารเป็นของตัวเอง VS มีทหารเป็นของตัวเอง ทหาร รอ.
ผูกขาดไม่ได้ VS ผูกขาดได้ (ธุรกิจ)
พฤติกรรม ใครกราบเป็นเรื่อง VS ใครไม่กราบเป็นเรื่อง
ตั้งคำถามได้ VS ตั้งคำถามไม่ได้
ตอบคำถามไม่ถูกใจประชาชนด่าได้ VS ต่อให้พูดไม่รู้เรื่องทุกคนก็ต้องชมซาบซึ้ง
ใครเอาเงินไปให้กลายเป็นให้สินบน VS ใครเอาเงินไปให้กลายเป็นการทำบุญ
ออกสือบ่อยบอกสร้างภาพ VS ออกสือบ่อยบอกคนดีทำดี
เป็นนายกมีเครื่องบินส่วนตัวไม่ได้(แม้แต่ลำเดียวก็ไม่ได้) VS มีกี่ลำก็ได้
ไม่ต้องยืนในโรงหนัง VS ต้องยืน
ต้องชี้แจงรายได้ VS ไม่ต้อง
เลวได้ VS ดีสถานเดียว
คน VS เทวดา
ฆ่าตัดตอนยาเสพติด VS ฆ่าพ้นชิงทรัพย์
เทคโนโลยี่ กังหันน้ำ VS ไทยคม
(ถูกกล่าวหาว่า) เป็นเผด็จการทางรัฐสภา VS (โกหกว่าไม่ได้)เป็นเผด็จการโดยใช้กำลังทหาร
นิยมเอเชีย และประเทศโลกที่สาม VS นิยมและรักษาผลประโยชน์ของอเมริกาและประเทศมหาอำนาจ
จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว + เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า VS ตีประเทศราช + ล่าทาสเชลย
ยุบ ศอบต.ภาคใต้ VS ตั้ง ศอบต.ภาคใต้
กรุงเทพเมืองแฟชั่น VS เจ้าหญิงดีไซเนอร์
มีประชาชนเป็นพวก VS มีทหารเป็นพวก
ภรรยาใส่ เพรช VS ภรรยาอม เพรช
นำไทยไปจ่อเสือตัวที่ ๕ แห่งเอเชีย VS คงไว้ที่โลกประเทศที่ ๓
ภาพข่าวจากสำนักข่าวทั่วไป VS ภาพข่าวจากช่างภาพระดับเมพส่วนตัว
อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ VS อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ
ดูจากธรรมนู ดำเนิดคดีได้ VS จะดำเนินคดีมิได้
สานต่อโครงการสนามบินนานาชาติหนองงูเห่าจนเสร็จ VS โครงการสามพันกว่าโครงการที่ยังไม่มีทีท่าว่า
จะเสร็จ
ผู้สนับสนุนที่เป็นพลัง ประชาชน VS ทหาร รอ.
อำนาจที่กระทำได้ แต่งตั้งรัฐมนตรี VS แต่งตั้งองคมนตรี
อำนาจในการกระทำไปแล้ว โครงการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียทุกชนิด VS เซ็นต์รับรองรัฐประหาร
ทุกฉบับ
กระจายเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ไปตามต่างจังหวัด VS จำกัดความเจริญก้าวหน้าไว้ที่ในเมืองหลวง
สนับสนุนการสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการลงทุน VS เศรษฐกิจพอเพียง
โดนฟ้อง ยึดทรัพย์ ต้องเข้าคุก VS แตะต้องมิได้ เป็นอันขาด
นโยบายเรียนฟรีจนถึงชั้นระดับอุดมศึกษาอย่างทั่วถึงกันทั่วประเทศ VS เรียนฟรีถึงชั้นอุดมศึกษา
โดยเฉพาะลูกหลานข้าราชการ
ประชาชนเข้าพบโดนการเดินเข้าไปหา VS ต้องหมอบคลาน เหมือนสัตว์เลื้อยคลาน
ไพร่ ศูทร เลวเสมอ VS เทพ เทวดา ดีเสมอ ถูกต้องเสมอ
ขยายสัมพันธ์กับนานาอารยประเทศในด้านการค้า ขยายตลาดการส่งออก VS อมเพชร ตัดสัมพันธ์ซาอุ
รวยอันดันต้นๆของประเทศ (เลว โกง ชั่ว ขายชาติ) VS เป็นKรวยอันดับ 1 ของโลก(ดี มีบุญ เทพ ซาบซึ้ง)
ปล่อยเงินก็ให้พม่า -->พม่านำไปซื้อสินค้า/บริการของกลุ่มชิน -->ผลประโยชน์ทับซ้อน VS บอกให้สร้าง
เขื่อน -->สร้างเขื่อนโดยใช้ปูนหกเหลี่ยม -->อัฉริยภาพ
กำลังจะกลับมา VS กำลังจะจากไป
เหลี่ยม-->ต้องเอาใจใส่ประชาชน VS ไพร่ต้องเลีย เอาใจซาบซึ้ง-->สอดบัตร
เหลี่ยม-->ผลประโยชน์ทับซ้อน =เลว/ผิด VS สอดบัตร-->ผลประโยชน์ทับซ้อน =ดี/อัฉริยภาพ
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ VS โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อน
รถยนต์ Hybrid VS รถยนต์ E85 หรือไบโอดีเซล
โครงการรัฐ =>สินค้า OTOP VS โครงการหลวง=>สินค้า ศูนย์ศิลปาชีพ
Casino, Pattaya VS Siam Park, Adeje
เหลี่ยม<=ได้เงินเดือนจากรัฐปีละ 1,384,084 บาท จากปี 49 VS สอดบัตร<=ได้เงินจากรัฐ
2,364,649,000+560,124,800 = 2,924,773,800ล้านบาท จากปี52
สโมสรทีมฟุตบอลในอังกฤษสร้างชื่อว่าไทยก็มีปัญญา VS โรงแรมในเครือ KEMPINSKI
VIELJAHREZEIT ที่เยอรมันแบบเงียบๆไม่ค่อยปล่อยให้ใครรับรู้
รักได้สนิทใจ VS ซาบซึ้งตลอดไป
เจ้าหน้าที่รัฐ = รับใช้ประชาชน VS ข้าราชการในสอดบัตร = เจ้านายไพร่
ลูกน้องเหลี่ยมยุ่งการเมือง = เหลี่ยงอยู่เบื้องหลัง=>เพราะ ไม่ดูแล ควบคุม ลูกน้อง VS ลูกน้องสอดบัตร
ยุ่งการเมือง = ไม่เกี่ยวกับ สอดบัตร=>เพราะ สอดบัตร ไม่ยุ่งการเมือง
รั้งตำแหน่งประมุขรัฐบาล นำไทยหลุดหนี้ แถมมีให้กู้ VS รั้งตำแหน่งประมุขของประเทศ นำไทยพอเพียง
รัฐบาลเทพประทาน กู้เอาๆ
อีลิทการ์ด VS เครื่องราชฯ
ชาวบ้าน คิดริเริ่ม เพื่อชุมชน VS ชาวบ้าน กราบๆ รอเทวดามาโปรด
ทวิตเตอร์ กับ ประชาชน VS ประกาศจากสำนักฯ เพื่อให้ ประชาชน รับรู้
ที่ปรึกษาทางเศรฐกิจเขมร VS ร่มโพธิ์หักใส่ชาวสยาม
นายกพบประชาชน VS ข่าว 2 ทุ่ม
ผลงาน 6 ปี VS ผลงาน 60 ปี(ได้แค่เนี๊ยะ)
หาเงินเอง VS ขอเอาเอง
(เสื้อแดง) VS ( เสื้อเหลือง )
ช่วยเพื่อนบ้านข้างประเทศ VS รังเกเพื่อนบ้านข้างประเทศ
ที่ดินรัชดา VS ที่ดินป่าสงวน
ปล่อยไทยให้เป็นไท VS กดไทยไว้ให้อยู่ใต้ทรีน
เป็นและเคยเป็น นายกที่มีและยังมี ชาติต่างๆทั่วโลกเชิญไปร่วมโอภาปราศัยให้เกียรติ VS เป็นและก็ยัง
เป็น เจ้าที่ ไม่ได้ออกไปไหนเลยหลังจากทัวร์ฮันนีมูน
ยิ้ม VS ไม่ยิ้ม
ทำอะไรก็ผิดไปหมด VS ไม่เคยทำอะไรผิดเลย
ไม่ใช่อัจฉริยะแต่ทำงานเก่ง VS อัจฉริยะชิบหายวายป่วงแต่เสือกตอแหลเก่ง
โครงการไม่กี่หยิบมือแต่ได้ผลจริงจัง VS โครงการนับพันมีไว้สร้างภาพตอแหล
โครงการที่ตรวจสอบได้ VS โครงการที่ตรวจสอบมิได้
รวยหมื่นล้านแต่มีงานทำ VS รวยล้านล้านแต่ขอทานเขาแดก
ทำให้คนไทยเป็นสุขที่เห็นเงินพอกพูนในกระเป๋า อยู่ดีกินดี VS ทำให้คนไทยเป็นสุขที่ใจ อดอยากแบบ
พอเพียง
อายุ 60 ปีรวยหมื่นล้าน VS ตอแหล 60 ปีรวยล้านล้าน
เลือกตั้งได้เป็นนายกเหลี่ยง VS โป้งเดียวได้เป็นสอดบัตร
ฉลองวันเกิด 1 วัน ทำบุญ VDO link ด้วยเงินตัวเอง VS ฉลองวันเกิดครึ่งเดือน เงินงบประมาณจาก
ภาษีประชาชน
เจ้าของธุรกิจทำธุรกิจด้วยการกู้=>ตัวเองเป็นหนี้ VS เจ้าของธนาคารไทยพาณิชย์เพิ่มทุนอุ้มกันล้มละลาย
ปี 40 ด้วยการกู้=>แล้วให้ประชาชนเป็นหนี้
ต้องตอบแทนบุญคุณประชาชน VS ประชาชนต้องตอบเสนอแทนบุญคุณ
พี่น้องยังอยู่และมีชีวิตที่ดี VS พี่น้องไปหมดและโดนฆาตกรรม
เศรษฐกิจยั่งยืน VS เศรษฐกิจพอเพียง
ประชาชนอยู่ดีกินดี VS ประชาชนพออยู่พอกิน
ครอบครัวอบอุ่น มีลูกเต้าเป็นที่เชิดหน้าชูตา สามารถเอาไว้เป็นตัวอย่างได้ VS ครอบครัวรั่วร้าว มีลูกเต้า
เป็นเหมือนโถส้วม ทั้งเหม็นทั้งน่าอับอาย เอามาเป็นตัวอย่างไม่ได้
ต้องเดินเข้าไปกราบตรงหน้า VS ต้องหมอบคลานเข้าไปกราบตรงตีน
6 ปี ถูกปฏิวัติ 1 ครั้ง VS 60 ปี เซ็นรับรองคณะปฏิวัติ รัฐประหาร กบฏ เกือบ 20 ครั้ง
นายทุนใหม่ไร้อำนาจ VS นายทุนเก่าแน่นด้วยอำนาจ
สู้แล้วรวย VS กู้แล้วรวย
มีเงินมากก็ใช้เงินมากกันเห็นๆ VS มีเงินมากกกกกกกก แต่สร้างภาพประหยัด
มีพระคุณแต่ไม่มีพระเดช VS มีพระเดชแต่ไม่มีพระคุณ (แต่ก็ชอบมาทวงตลอด)
เรียนจบดอกเตอร์ VS เรียนไม่จบไรซักอย่าง
พอได้ขึ้นรับตำแหน่ง ก็มีคดีมีข้อครหามากมาย VS พอได้ขึ้นรับตำแหน่ง ทุกคดีก็เรียบเงียบเป็นเป่าสาก
ต้องกราบไหว้คน VS ต้องมีคนมอบกราบไหว้
จากใจนายให้ลูกน้องเก่า เหลี่ยมให้ตีน=>นาวิก VS สอดบัตรให้กระสุนพระราชทาน=>เสธแดง
ลูกชายจบรัฐศาสตร์ VS ลูกชายจบการทหาร
เรียบเรียงบทความจากเว็บบอร์ดคนเหมือนกัน
โดย
http://www.flh7.com/up/uploads/images/flh7acd12cb803.gif

--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog